จากมนุษย์เงินเดือนสู่นักธุรกิจระดับร้อยล้าน

YOUNG ACHIEVER พร้อมพงษ์ งามดำรงค์ จากมนุษย์เงินเดือนสู่นักธุรกิจร้อยล้าน

‘ต้องกล้าออกจากมุมที่คุ้นเคย’

หัวใจสำคัญที่เรามักจะได้ยินจากบรรดานักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ แน่นอนว่าต้นทุนชีวิตที่ไม่เท่ากัน มักจะกำหนดโชคชะตาให้อนาคตของคนแต่ละคนมีความไม่เท่าเทียม บางคนมีพื้นฐานจากครอบครัวที่ดี แต่นั่นก็เป็นส่วนน้อยของคนในสังคมส่วนใหญ่ที่ล้วนแล้วแต่เป็นมนุษย์เงินเดือน

ถึงกระนั้น เราก็สามารถเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จได้ ถ้าเรากล้าที่จะเดินไปค้นหาเส้นทางใหม่ๆ

พร้อมพงษ์ งามดำรงค์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทย-วัน พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด เขาเป็นนักธุรกิจหนุ่มอสังหาริมทรัพย์เลือดใหม่ ที่เพิ่งจะผันตัวจากการเป็นมนุษย์เงินเดือนได้ไม่นานนัก โดยพื้นฐานชีวิตของเขาก่อนที่จะก้าวมาเป็นนักธุรกิจระดับร้อยล้านได้ดั่งเช่นวันนี้ค่อนข้างน่าสนใจหากมองในมุมของคนที่เป็นมนุษย์เงินเดือนธรรมดา

“ผมค่อนข้างโชคดีที่ได้รับโอกาสทางด้านการศึกษาและวิถีชีวิต แต่ต้องบอกก่อนว่าครอบครัวของผมไม่ใช่คนร่ำรวยอะไรมาก คุณพ่อกับคุณแม่เป็นอดีต ผู้บริหารระดับสูงในองค์กรใหญ่ แต่ก็ไม่ได้มีธุรกิจใดเป็นของตัวเอง”

ชีวิตของเขาก็เหมือนคนทั่วๆ ไปที่เรียนจบก็ต้องออกมาหางานทำ โดยงานที่เขาเริ่มก็คือการเป็นพนักงานบริษัทในบริษัทลงทุนหลักทรัพย์ซึ่งเป็น เส้นทางของคนที่จบเศรษฐศาสตร์และด้านบริหารธุรกิจ

ทว่า พอทำงานไปได้ระยะหนึ่งเขากลับเริ่มตั้งคำถามถึงบั้นปลายของชีวิตมนุษย์เงินเดือนที่ดูจะไม่มีความยั่งยืนอย่างแท้จริง แต่จะให้ไปสร้างธุรกิจด้วยมือเปล่าก็คงไม่ใช่เรื่องง่าย

ทว่า ความน่าสนใจในตัวของพร้อมพงษ์อยู่ที่การเป็นคนกล้าที่จะเผชิญกับสิ่งใหม่ๆ คนใหม่ๆ แนวคิดใหม่ๆ ในระหว่างที่เขาได้ทำงานในบริษัทหลักทรัพย์ สิ่งที่เขาพยายามจะมองหาคือ ‘โอกาส’ และเส้นทางที่คู่ขนานไปกับงานประจำ ซึ่งการที่เขาได้มีโอกาสทำงานกับบริษัทหลักทรัพย์หลายๆ แห่ง ทำให้เขาเป็นคนสังเกตถึงโอกาสต่างๆ ระหว่างเส้นทางในการทำงาน

“ผมมองว่าธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ยังมีการเติบโตที่ดีอยู่ ตลาดนี้ยังไปได้ดีเพราะมีทั้งดีมานด์ของผู้อยู่อาศัยและดีมานด์ของผู้ที่ต้องการซื้อไว้เพื่อลงทุนมากพอสมควร ผมจึงค่อยๆ เก็บเงินและเริ่มศึกษามันอย่างจริงจังและหันไปลงทุนกับใบจองคอนโดฯ”

โชคดีอย่างหนึ่งของเขาก็คือการทำงานในบริษัทลงทุนหลักทรัพย์ทำให้เห็นทิศทางของบริษัทอสังหาฯ รายต่างๆ และทำให้เขาเลือกที่จะลงทุนโดยสามารถวิเคราะห์ได้ถึงองค์ประกอบด้านโลเกชั่นและราคาที่จะขายต่อจนได้กำไร จนถึงขั้นเป็นนักช้อปคอนโดฯ มืออาชีพเลยทีเดียว

ความสนุกในการกล้าเดินออกไปหาโอกาสใหม่ๆ ทำให้เขาเห็นเม็ดเงินที่นอกเหนือจากเงินเดือนหลั่งไหลเข้ามาและเขาก็เริ่มขยับขยายจากนักช้อปคอนโดฯ จนกลายเป็นตัวแทนซื้อ ขาย และเช่าอสังหาริม-ทรัพย์แก่นักลงทุนที่สนใจ ซึ่งตรงนี้สำคัญมากเพราะเป็นการขยายเส้นทางที่เขาไม่คุ้นเคย เขาได้เจอคนมากมายทั้งนักลงทุนคนไทยและต่างประเทศ

ประสบการณ์เหล่านี้ ถูกหลอมรวมไว้ด้วยกัน จนวันนี้เขาพร้อมที่จะก้าวเข้ามาสู่ภาคธุรกิจ

รายได้จากการเก็งกำไรราคาคอนโดฯ และการเป็นตัวแทนด้านอสังหาฯ ทำให้เขามีเงินเย็นในกระเป๋าที่พร้อมจะต่อยอดทางธุรกิจใหม่ๆ และอย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่าเขามีโอกาสได้พบปะนักลงทุนมากมาย โดยหนึ่งในนั้นก็คือกลุ่มนักธุรกิจชาวไต้หวันทุนหนาที่มีประสบการณ์ในการพัฒนาโครงการอสังหาฯ ซึ่งค่อนข้างชอบพอกันในแนวคิดและประสบการณ์ของพร้อมพงษ์

‘THAI-ONE’ หรือ บริษัท ไทย-วัน พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด จึงถือกำเนิดขึ้นเมื่อ 2 ปีก่อน โดยเปิดตัวโครงการแรกด้วย ฟอร์โมซ่า ลาดพร้าว 7 (Formosa Ladprao 7) คอนโดมิเนียมแบบโลว์ไรส์ 8 ชั้นมูลค่า 380 ล้านบาท ใจกลางย่านลาดพร้าวโปรเจกต์จำนวน 97 ยูนิต เริ่มตั้งแต่ 1 ห้องนอน ขนาด 31.72–41.86 ตร.ม. ไปจนถึง 2 ห้องนอน ขนาด 63.41–77.89 ตร.ม. ซึ่งเขามองว่าโครงการนี้จะเปลี่ยนชีวิตและทำให้สามารถต่อยอดโครงการต่อไปได้อย่างแน่นอน

สำหรับโครงการนี้จะเสร็จก่อนสิ้นปี 2560 ใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 12-18 เดือน และค่อนข้างมั่นใจว่าจะปิดโครงการได้อย่างรวดเร็วเพราะมีการลงรายละเอียดด้านดีไซน์และการตอบสนองไลฟ์สไตล์คนเมืองได้ครบครันในราคาที่เหมาะสม หลังจากนั้นก็จะเริ่มโครงการต่อทันทีอีก 3-4 โปรเจกต์ โดยเน้นเฉพาะในกรุงเทพฯ เป็นหลักเพื่อสร้างแบรนด์ไปในตัว จากนั้นก็จะนำบริษัทเข้าสู่ตลาด MAI ต่อไป

“ทุกวันนี้บทบาทของผมชัดเจนในการเป็นเจ้าของธุรกิจเต็มตัว แต่มันก็มีเรื่องอื่นๆ ให้เรียนรู้ โดยเฉพาะเรื่องของการทำงานกับทีมงาน โชคดีที่ผมเป็นพนักงานมาก่อนผมจึงเข้าใจคนเหล่านี้ ผมเปิดโอกาสให้กับคนที่ร่วมทำงานได้เสนอมุมมองที่ดีที่สุด ผิดถูกไม่ว่ากัน เพราะผมเชื่อว่านี่จะเป็นก้าวแรกที่ทำให้พวกเขาคิดและกล้า ซึ่งในอนาคตพวกเขาก็อาจจะใช้ประสบการณ์จากตรงนี้ไปต่อยอดชีวิตได้มากกว่าการมา นั่งรับฟังคำสั่งจากผมและรอเงินเดือนๆ หนึ่ง”

แน่นอนว่าบางคนอาจจะตั้งคำถามว่า พร้อมพงษ์หรืออีกหลายคนที่ก้าวเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จได้ในระดับหนึ่งนั้นส่วนหนึ่งมาจากความโชคดี ซึ่งเขาตอบคำถามนี้ได้อย่างน่าสนใจทีเดียว

“ผมเคยอ่านหนังสือของคุณประภาส ชลศรานนท์ เขาเขียนไว้น่าสนใจอย่างมากเกี่ยวกับเรื่องโอกาสกับความสามารถ เขาบอกว่าความสามารถเป็นสิ่งที่คนเราต้องหามาเอง แต่โอกาสคือสิ่งที่คนอื่นหยิบยื่นให้ แต่ถ้าไม่มีความสามารถโอกาสก็จะไม่มาเยือน

ผมเชื่อเรื่องนี้อย่างมาก เพราะผมก็เป็นคนหนึ่งที่หมั่นเสริมความสามารถให้กับตนเองเสมอและวิธีการที่จะปลดล็อกทำให้เราไปสู่จุดนั้นได้ สิ่งแรกคือการออกจากเซฟตี้โซนหรือออกจากจุดที่ตัวเองคิดว่าปลอดภัยบ้าง เช่น เราต้องไม่เป็นพนักงานออฟฟิศที่ชอบคิดว่าทำงานแบบนี้สิ้นเดือนเราจะได้เงินเท่าไหร่ หลังจากทำไปสักปีเงินเดือนเราจะขึ้นเท่าไหร่ เพราะนั่นคือจุดที่ปลอดภัยเกินไป มันจะทำให้เราตื้อ ถ้าอยู่ในบริษัทที่มั่นคงและพร้อมดูแลเราไปตลอด ผมว่ามันก็โอเค แต่ถ้าเป็นบริษัทที่ต้องการคนรุ่นใหม่ไฟแรง ผมว่าเราอยู่ยาก

เฉกเช่นเดียวกัน หากเรากล้าที่จะเดินออกจากเซฟตี้โซน เราก็ต้องรู้จักออกไปอย่างระมัดระวัง เช่น ต่อให้ผมอยากลงทุนหรือทำธุรกิจ ผมก็ต้องมีเงินสำรองที่ทำให้ตัวเองปลอดภัยในช่วง 2-3 ปีข้างหน้าไว้ก่อน”

ท้ายที่สุด พร้อมพงษ์ ยังแชร์ให้ GMBiZ ฟังอีกว่าทุกเส้นทางมีเรื่องของค่าตอบแทนซ่อนอยู่ แต่สำหรับเขาค่าตอบแทนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดนอกจากเรื่องของรายได้ที่ยกระดับขึ้นคือการเก็บเกี่ยวความคุ้มค่าจากเวลาและความทุ่มเทที่เสียไปในทุกๆ เส้นทาง

“ทุกๆ งานที่ทำ หรือ ทุกๆ ธุรกิจที่เราดูแล ล้วนแล้วแต่มีผลตอบแทนบางอย่างซ่อนอยู่มากกว่าเงิน เช่น ตอนที่ผมเป็นพนักงาน ผมเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในการทำงานเพื่อต่อยอดเส้นทางใหม่ๆ พอเป็นนักธุรกิจเป็นเจ้าของ ผมก็เก็บเกี่ยวเอาความคิด พลังงาน ทั้งจากทีมงานและหุ้นส่วนมาแปรเปลี่ยนเป็นแรงบันดาลใจในการทำธุรกิจของผม นี่คือผลตอบแทนระหว่างทางที่อาจจะบรรยายเป็นภาพได้ยาก แต่ผมอยากฝากเอาไว้ด้วย อย่ามองแค่ผลตอบแทนที่มาจากตัวเงินอย่างเดียว”

จากมนุษย์เงินเดือนสู่นักธุรกิจระดับร้อยล้าน

————————————————————————

GMB#62 Vol.6 February 2015 YOUNG ACHIEVER เรื่อง : โชติ เวส
เรื่องอื่นๆในหมวดนี้






b11e2f9390f1cc619597fccfe938f52d