ปัจจัยแห่งความล้มเหลวของธุรกิจ STARTUP
ปัจจัยแห่งความล้มเหลวของธุรกิจ STARTUP ปีนี้กระแสของการทำ Startup มาแรงมาก ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้คนสนใจอยากจะทำ คงหนีไม่พ้นเรื่องราวของความสำเร็จของบริษัทยักษ์ใหญ่ต่างๆ ในโลก Startup ที่ออกข่าวระดมทุนได้นับร้อยนับพันล้านดอลลาร์ หรือถูกซื้อกิจการในมูลค่ามหาศาล ตลอดจนการนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ จนเจ้าของร่ำรวย ประสบความสำเร็จ แต่กว่าจะไปถึงดวงดาวไม่ใช่เรื่องง่าย ตัวเลขผลสำรวจจากหลายสำนักแทบจะออกมาเหมือนกันคือ Startup ที่ประสบความสำเร็จมีเพียง 1% ส่วนอีก 99% คือ ล้มเหลว เจ๊ง ล้มละลายกันไป สำหรับปัจจัยสำคัญที่ทำให้ Startup ล้มเหลว มีดังนี้ครับ
  • Co-Founder Mismatch
จุดเริ่มต้นธุรกิจเลย คือการมีทีมงาน คนทำงาน ซึ่ง Co-Founder หรือทีมผู้ก่อตั้ง เป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจ ต้องแปลงจากไอเดีย มาสู่การลงมือทำให้เกิดขึ้นจริง ซึ่งการทำงานเป็นทีมนั้น ต้องอาศัยความเข้าขา รู้ใจกัน เคมีตรงกัน แต่ถ้าไม่รู้จักกันดีพอ ก็มีโอกาสสูงมากครับที่จะเกิดปัญหา ถ้าปรับตัวเข้าหากันไม่ได้ ธุรกิจก็เดินหน้าต่อไม่ได้เช่นกัน คำแนะนำ คือต้องใช้เวลาร่วมกันให้เยอะๆ ทั้งกิจกรรมที่ไม่เกี่ยวกับงานและการคุยงาน อาจจะลองเริ่มต้นทำอะไรเล็กๆ ด้วยกันก่อน ดูว่าเคมีตรงกันมั้ย ถ้าใช่…ก็เดินหน้าลุยได้เลย
  • Problem-Solution Fit (PSF) & Product-Market Fit (PMF)
อีกปัจจัยคลาสสิกที่ทำให้ Startup เจ๊ง คือการที่บริษัทไม่สามารถหา Solution หรือโปรดักต์ที่ช่วยแก้ไขปัญหาของผู้ใช้กลุ่มเป้าหมายได้จริงๆ (ถ้าแก้ได้จริง มันต้องโดน)บางครั้งสิ่งที่เราคิดเองว่ามันดี มันอาจจะไม่ใช่ในสายตาคนอื่น หลักการของ Lean Startup คือการพูดคุย เก็บ Feedback จากผู้ใช้เยอะๆ แล้วทำการทดลองปรับเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ของเราให้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าให้มากขึ้น หลักการฟังดูไม่ยาก แต่เอาเข้าจริงๆ กลับทำกันได้น้อย เพราะการทดลองทำได้ไม่ดีพอ ไม่ครอบคลุมกลุ่มผู้ใช้งานหลัก หรือกว่าจะหาสิ่งที่ใช่เจอ ก็ใช้เวลานานเกินไป จนเงินทุนหมดซะก่อน
  • Competitive Analysis
บางครั้งบริษัทก็กระโจนเข้ามาในตลาด พุ่งสู่สนามแข่งขัน โดยไม่ทันได้ดูตาม้าตาเรือ ว่าในธุรกิจเดียวกันมีคู่แข่งกี่ราย แข่งกันมากน้อยแค่ไหน แข่งกันด้วยปัจจัยอะไร แล้วมีอาวุธอะไรไปแข่งกับเขาบ้าง เพราะตอนที่คิดจะทำ ดูแค่ว่าทำตามเทรนด์ ตามกระแสเท่านั้น พอเข้ามาจริงๆ ถึงได้รู้ว่า ต้องแข่งกับเสือสิงห์กระทิงแรดเต็มไปหมด ไม่รู้จะเอาอะไรไปแข่งกับเขา การทำอะไรซ้ำๆ กับคนอื่น จนตัวเองไม่มีความแตกต่างที่โดดเด่นขึ้นมา ลูกค้าก็มองไม่เห็น เหตุผลที่จะมาใช้โปรดักต์ของเรา ก่อนที่จะทำ Startup จะต้องค้นคว้ามาอย่างละเอียดว่า การแข่งขันในธุรกิจนั้นเป็นยังไงบ้าง มีโอกาสที่คู่แข่งรายอื่นจะเข้ามาทำไหม หลักการ Five Forces Analysis ของ Michael E. Porter ที่เรียนกันในห้องเรียน MBA เป็นหลักการที่ดีที่สุดและยังใช้ได้กับธุรกิจ Startup
  • Target Audience
ถึงขั้นหายนะเลยครับ ถ้าไม่เข้าใจคำว่า ‘กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย’ และยังไม่รู้ว่าเขาเหล่านั้นเป็นใคร การพูดว่า ลูกค้าของเรา คือทุกคน คือจุดเริ่มต้นของความพ่ายแพ้ ตั้งแต่ยังไม่ทันจะลงแข่งด้วยซ้ำ เพราะนั่นหมายความว่า เรายังไม่รู้เลยว่า ‘ใครกันแน่ คือลูกค้าที่จะใช้โปรดักต์เรา’ พอตอบไม่ได้ ก็จะส่ง ผลกระทบกับโปรดักต์ครับ เพราะจะต้องพัฒนาตามความต้องการของผู้ใช้ ‘ทุกคน’ ซึ่งเป็นไปไม่ได้อยู่แล้วที่จะทำให้ทุกคนพอใจ ดังนั้น สำคัญมากๆ ที่ต้องตอบให้ได้ว่า ‘กลุ่มเป้าหมายของเรา คือใครกันแน่’ คำแนะนำคือ List ออกมาให้เยอะที่สุด ละเอียดที่สุด เจาะจงที่สุด ว่ากลุ่มเป้าหมาย คนที่เราอยากจะพัฒนาโปรดักต์เพื่อแก้ไขปัญหาให้เขา เป็นใครบ้าง แม้โปรดักต์อาจจะมีคู่แข่งเยอะ แต่เราสามารถหลีกเลี่ยงการแข่งขันได้ โดยการเลือกจับกลุ่มเป้าหมายที่มีคนมาแข่งน้อย แล้วพยายามผูกขาดหรือเป็นผู้นำในกลุ่มนั้นให้ได้ จากนั้นค่อยขยับขยายไปกลุ่มอื่นๆ
  • Revenue Model
บ่อยครั้ง รายได้ที่เราคาดหวัง ไม่เป็นไปตามที่คิดไว้ สาเหตุเพราะเรายึดติดในการหารายได้ทางใดทางหนึ่ง โดยไม่ได้คิดให้รอบด้านว่า ธุรกิจเราสามารถหารายได้จากไหนได้บ้าง ใครเป็นคนจ่ายได้บ้าง แต่ละคนพร้อมจ่ายให้เรามากหรือน้อยเท่าไหร่ และจ่ายแบบไหน เหมาะที่สุดกับโปรดักต์หรือธุรกิจของเรา การไปเก็บเงินผู้ใช้แบบมั่วๆ ตามใจ โดยที่ไม่รู้ว่าเขายอมจ่ายเท่าไหร่ จ่ายแบบไหน หรือกลุ่มไหนยอมจ่าย กลุ่มไหนไม่ยอมจ่าย ถึงโปรดักต์จะดีแค่ไหน สุดท้าย Bottom Line ก็เจ๊งอยู่ดี แนะนำให้ทดลองวิธีการเก็บเงินหลายๆ รูปแบบ กับคนหลายๆ กลุ่ม ในแบบจำกัดก่อน เพื่อดู Feedback ว่าเป็นยังไง หรืออาจจะยังไม่ต้องเก็บเงินจริง แต่แจ้งให้คนกลุ่มเหล่านี้ทราบ เพื่อดูทิศทางลม
  • Time & Cost Projections
ข้อนี้จะเรียกว่า ‘จุดตาย’ ก็ไม่ผิดนัก เพราะเวลาเป็นปัจจัยสำคัญ ขนาดชี้เป็นชี้ตายให้ธุรกิจได้ การทำช้า ทำเร็ว มีผลต่อ Timing หลายๆ อย่าง เช่น เทรนด์หรือกระแสกำลังมา คู่แข่งกำลังมา ลูกค้ากำลังอยากได้ การทำเร็ว ทำช้า มีผลต่อต้นทุนด้วย ถ้าโปรดักต์ทำช้า ก็จะกินทรัพยากรอย่างเวลา จำนวนคนที่ใช้ ซึ่งยิ่งมาก ต้นทุนสะสมยิ่งสูง นำไปสู่ภาวะขาดทุน เงินหมด เจ๊งได้ เวลาจะมาคู่กับหลักการบริหารโปรเจ็กต์ และการเพิ่ม Productivity สำหรับทีมงาน เป็นการทำ 2 แกนด้วยกัน คือระยะเวลาต้องสมเหตุสมผล ไม่ยาวนานเกินไป ในขณะที่ต้องใช้ทีมทำงานให้พอดี ไม่ใช้เยอะเกินไป ทุกคนต้องทำงานเข้าขาและส่งมอบงานได้ตรงตามเวลาที่วางแผนไว้ startup001 เช่นเดียวกันกับต้นทุนที่เป็นตัวเงิน เริ่มต้นธุรกิจต้องตัวเบา ต้นทุนต่ำ แม้จะมีเงินเยอะ แต่ก็ควรเก็บไว้ใช้ในยามจำเป็นจริงๆ เงินเดือนทีมงานต้องรักษาระดับให้ต่ำ แล้วไปแบ่งกำไรกันเยอะๆ ตอนธุรกิจมีกำไร หลักการของ Lean Startup คือการเริ่มต้นแบบน้อยที่สุด ให้เจอสิ่งที่ใช่เร็วที่สุด ในต้นทุนที่ต่ำที่สุด เป็นหลักการที่ตอบโจทย์ทั้งเวลาและต้นทุนที่เป็นตัวเงิน เป็นหลักการที่ Startup ทุกรายควรศึกษาไว้เป็นคัมภีร์ติดตัว ทั้งหลายเหล่านี้เป็นปัจจัยความล้มเหลวที่ต้องตระหนักกันให้ดีๆ ไม่ใช่เฉพาะ Tech Startup แต่สำหรับทุกธุรกิจ วรวิสุทธิ์ ภิญโญยาง : Strategic Marketer ผู้คลั่งไคล้ในเรื่องเทคโนโลยี เกาะติด Business Model ของ Startup ทั่วโลก และที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์การตลาด
เรื่องอื่นๆในหมวดนี้






b11e2f9390f1cc619597fccfe938f52d