ควรเตรียมเงินไว้แค่ไหน สำหรับเริ่มต้นทำธุรกิจ
ควรเตรียมเงินไว้แค่ไหน สำหรับเริ่มต้นทำธุรกิจ

คำถามที่น่าสนใจจากคลาส Entrepreneurs ที่ Wecosystem ในช่วงเดือนที่ผ่านมา คือ

“พี่ไวท์ครับ ผมกับเพื่อนกำลังจะเริ่มทำธุรกิจกัน เราวางแผนลงทุนกันด้วยเงินโบนัสที่พวกเราสะสมเอาไว้รวมกันได้ 500,000 บาท พี่ไวท์มีความเห็นว่ายังไงบ้างครับ มันจะพอมั้ย? หรือผมต้องไปหานักลงทุนมาเพิ่มอีก?” ผมตอบคำถามนี้ไปพร้อมกับนึกอะไรขึ้นได้บางอย่างจนต้องเขียนออกมา‘สายป่าน’ เป็นคำเปรียบเปรยถึงเงินทุนทางธุรกิจที่เราได้ยินกันบ่อยมาก เช่น “สายป่านยาวไม่เท่ากัน” หมายถึงผู้ประกอบการแต่ละคนมีเงินทุนสำหรับหล่อเลี้ยงกิจการมากน้อยไม่เท่ากัน และคงปฏิเสธไม่ได้หรอกครับว่าเงินทุนนี่แหละที่เป็นจุดสำคัญที่จะชี้ชะตาธุรกิจได้ในระดับหนึ่งเลยทีเดียว ทุกวันนี้มี Good Ideas จำนวนไม่น้อยเลยที่ต้องล้มไปกลางคันเพราะทุนหมดเสียก่อน หรือที่เราเรียกกันว่าสายป่านไม่ยาวพอ

แน่นอนว่าคนที่กำลังเริ่มทำธุรกิจมักจะมีพลังงานสูง มีแรงขับเคลื่อนจากความฝันที่ยิ่งใหญ่ แต่ไม่นานผมก็จะเห็นคนจำนวนกว่าครึ่งที่กำลังใจค่อยๆ หายไปเมื่อผ่านปีแรกแล้วยังไม่เห็นความสำเร็จที่ฝันเอาไว้ เลยคิดว่ามันจะดีกว่ามากเลยถ้าเราสามารถช่วยให้ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ได้ทำความเข้าใจกับตัวเองก่อนที่จะกระโดดออกมาลุยศึกใหญ่ ผมอยากให้ลองตั้งคำถามตัวเองก่อนเพื่อตรวจสอบว่ามีความพร้อมมากน้อยแค่ไหน ดังนั้น บทความในเดือนนี้จะเป็นเรื่องสั้นๆ ที่ผมคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ครับ

ใช้เงินของตัวเองหรือใช้เงินคนอื่นในการเริ่มต้น

เราสามารถเลือกได้ว่าเราจะใช้เงินตัวเอง (BootStrapping) ในการเริ่มต้นทำธุรกิจ, ระดมเงินทุนจากคนใกล้ชิด (Family and Friends) หรือจะใช้เงินทุนเบื้องต้น (Seed Funding) จากนักลงทุนบางประเภทที่พร้อมเสี่ยงกับไอเดียใหม่ๆ ด้วยเงินลงทุนจำนวนไม่สูงมากนัก ทั้งสองวิธีมีข้อดีคนละอย่างกัน และมีความแตกต่างกันในระยะที่ธุรกิจเติบโตครับ

BOOTSTRAPPING

ถ้าเราใช้เงินของตัวเองหรือรวมเงินกันในหมู่ผู้ก่อตั้งเพื่อเริ่มต้นทำธุรกิจ ข้อดีก็คือไม่ต้องแบ่งส่วนของกิจการนี้ให้กับใคร เราเป็นเจ้าของเต็มๆ ไปจนกว่าจะได้กำไร หรือไปจนกว่าจะเติบโตถึงจุดที่พอใจ มีธุรกิจมากมายที่เริ่มต้นด้วยการ Bootstrap และยืนได้อย่างมั่นคงจนในที่สุดก็ขยายกิจการไปได้ทั่วโลก ตัวอย่างนี้ผมชอบพูดถึงบริษัท 37 Signals ในชิคาโก พวกเขาใช้วิธี Bootstrap ในการเริ่มต้นธุรกิจการทำเว็บของพวกเขาเมื่อปี 1999 ซึ่งก็พอทำให้บริษัทอยู่ได้มาระดับหนึ่ง 5 ปีต่อมาพวกเขาเปิดให้บริการ Basecamp ซึ่งเป็น Online Project Management ที่วาดฝันว่าจะทำให้การทำงานร่วมกันบนโลกออนไลน์เป็นไปได้อย่างสะดวกมากขึ้น ตัว Basecamp นี้เริ่มเปิดให้ใช้บริการในปี 2004 ซึ่งเป็นเรื่องที่ใหม่มากในขณะนั้น แต่ก็ได้รับการตอบรับอย่างดีจากลูกค้า จนกระทั่งวันนี้มีคนกว่า 15 ล้านคนจากทั่วโลกทำงานร่วมกันผ่านการจัดการ Projects ของพวกเขาทุกวัน มีธุรกิจจำนวนมากที่เริ่มต้นจากการใช้เงินของตัวเองในลักษณะนี้ครับ

FAMILY AND FRIENDS

การคุยกับครอบครัวและเพื่อนในแวดวงใกล้ชิดก็ถือว่าเป็นวิธีการระดมทุนเพื่อเริ่มต้นธุรกิจที่ใช้กันบ่อยมากที่สุดในอีกรูปแบบหนึ่งครับ บางกรณีอาจจะขอเงินพ่อแม่หรือญาติพี่น้องมาลองเริ่มต้นดู บางคนอาจจะหยิบยืมเงินจากญาติหรือเพื่อนฝูงแล้วชำระคืนพร้อมดอกเบี้ย หรือแม้แต่ชวนมาเข้าหุ้นกันเลยก็พบกันได้อยู่บ่อยครั้งครับ เช่นเดียวกัน มีธุรกิจจำนวนมากมายที่เริ่มต้นได้ด้วยเงินของคนใกล้ชิด ตัวอย่างเช่นในปี 1985 โฮวาร์ด ชูลท์ส ตัดสินใจลาออกจาก Starbucks เพื่อมาเริ่มต้นธุรกิจบาร์กาแฟของตัวเอง แล้วเขาต้องระดมเงินทุนราว 400,000 เหรียญเพื่อสร้างสาขาแรกของเขา เงินก้อนนี้ส่วนใหญ่มาจากเพื่อนฝูงที่รู้จักกัน จนในที่สุดเขาก็ได้เริ่มทำร้านกาแฟในฝันของเขา และอีกแค่ไม่กี่ปีต่อมาเขาก็ได้จังหวะในการกลับมาเข้าซื้อกิจการ Starbucks จนเอาสองกิจการมารวมกันในที่สุด

SEED FUNDING

ทุกวันนี้มีผู้ประกอบการใหม่ หรือ Startup จำนวนมากที่มีไอเดียอยากทำอะไรดีๆ แต่ยังไม่สามารถลงทุนเองได้ ยุคนี้พวกเขาก็สามารถมองหาเงินทุนของคนอื่นในการเริ่มต้นได้เช่นกัน เพราะมีนักลงทุนที่เรียกว่า Angel Investors จำนวนไม่น้อยที่มองหาการลงทุนในระยะเริ่มต้น ซึ่งเป็นเงินทุนก้อนเล็กๆ เพื่อร่วมลงทุนในยุคเริ่มต้นกิจการ (เท่าที่เห็นลงทุนกันในประเทศไทยมีมูลค่าต่อครั้งราว 300,000 ถึง 1 ล้านบาท) เงินก้อนนี้เราเรียกกันว่า Seed หรือเงินทุนที่จะเริ่มการเพาะเมล็ดพันธุ์ลงดินซึ่งธุรกิจในฝั่งเทคโนโลยี หรือที่เรียกว่า Tech Startup ใช้วิธีเริ่มต้นด้วย Seed Investments กันเยอะมากๆ ครับ ซึ่งต้องบอกว่าทุกวันนี้ผู้ประกอบการมีโอกาสได้เงินจากนักลงทุนง่ายขึ้นกว่าเมื่อหลายปีก่อนมากนัก เพราะมีนักลงทุนปรากฏตัวมากขึ้นเรื่อย ๆ

ต้องเตรียมเงินทุนไว้มากแค่ไหนถึงจะปลอดภัย

แน่นอนว่าการทำธุรกิจนั้นไม่ได้สวยหรูตามแผนเสมอไป ดังนั้น จำนวนเงินที่จะต้องเตรียมเอาไว้ก็ต้องคิดให้รอบคอบด้วยเช่นกันครับ

IDEA STAGE : ระดมทุนตอนที่สินค้าหรือบริการของคุณยังไม่เสร็จเรียบร้อยดี

ถ้าพบผู้ประกอบการที่อยู่ในขั้นตอนไอเดียล้วนๆ ผมมักจะแนะนำว่าให้ลองทำ Customer Research ให้ละเอียด, ทำ Market Research ซ้ำแล้วซ้ำอีกให้แน่น, ลองทำสินค้าต้นแบบ รวมถึงย้อนกลับมาประเมินตัวเลขทางธุรกิจให้ชัดเจนที่สุดก่อน แล้วค่อยเดินหน้าไป Stage ต่อไป เพราะกระบวนการข้างต้นใช้เงินไม่มากนักก็จริง แต่ใช้เวลามาก ถ้าคุณระดมทุนมาแล้วเพิ่งจะเริ่มทำสิ่งเหล่านี้ บอกได้เลยว่าเดือนแรกๆ ของคุณจะหมดไปกับเรื่องพวกนี้ ซึ่งอาจจะพลิกกลับไปกลับมาได้อีกหลายรอบ ผมเองเคยระดมทุนมาแล้วต้องใช้ไปทุกเดือน ในขณะที่ของที่จะขายยังไม่เสร็จสมบูรณ์ กว่าจะได้เงินก้อนแรกจากลูกค้าก็ผ่านไปเกือบปีแล้ว บอกตรงๆ ว่า ถึงวันนี้ยังเสียดายเงินอยู่เลยครับ

แต่ถ้าคุณบอกว่าคนรอบข้างของคุณพร้อมที่จะสนับสนุนตั้งแต่ขั้นตอนนี้ ผมแนะนำให้ลองเริ่มทำการประเมินดูว่าแต่ละเดือนจะต้องใช้จ่ายมากน้อยแค่ไหน เอาค่าใช้จ่ายทุกอย่างเลยตั้งแต่ค่าเช่า, ค่าน้ำ, ค่าไฟ, ค่าเครื่องดื่มในออฟฟิศ, เงินเดือนของทุกคน, ค่าอินเทอร์เน็ต, ค่าอุปกรณ์, ค่าใช้จ่ายจิปาถะทั้งหลายในแต่ละเดือน แยกเอาไว้ก้อนหนึ่ง ส่วนค่าใช้จ่ายก้อนที่สองคือค่าใช้จ่ายสำหรับการผลิตสินค้าหรือการสร้างสิ่งที่คุณจะขาย อย่างที่บอกเอาไว้ ถ้าส่วนของสินค้าของคุณยังไม่พร้อมขายตั้งแต่เดือนแรกให้เตรียมค่าใช้จ่ายก้อนแรกเอาไว้เลยสัก 10-12 เดือน แน่นอนว่ายิ่งนานยิ่งดี เพราะคุณจะไม่โดนต้อนเข้ามุมง่ายเกินไป แต่ถ้ามีสัก 6 เดือนก็ถือว่าพอใช้ และต้องรีบทำสินค้าให้เสร็จโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะค่าใช้จ่ายทุกเดือนกำลังถูกเผาไปเรื่อยๆ ซึ่งเป็นที่มาของคำที่เราใช้กันในวงการว่า Burn Rate ในแต่ละเดือนสูงมากน้อยแค่ไหน ส่วนค่าใช้จ่ายสำหรับการผลิตก็ขึ้นอยู่กับมูลค่าและจำนวนที่คุณต้องการผลิตแล้วครับ

READY TO MARKET : ระดมทุนตอนพร้อมที่จะเปิดตลาด

จังหวะนี้เป็นจังหวะดีมากที่จะได้ทุนมาลุย เพราะทุกอย่างคุณเตรียมเอาไว้จนพร้อมหรือเกือบจะพร้อมแล้ว ไม่ต้องลังเลอะไรอีกนอกจากการทำทุกอย่างให้ได้ตามแผนที่วางเอาไว้ (ซึ่งแน่นอนว่าก็ต้องมีผิดแผนบ้าง พลาดบ้าง เป็นเรื่องปกติของการทำธุรกิจ) ในจุดนี้บางคนอาจจะระดมทุนมาเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับ 6 เดือน เพราะรู้ว่าเมื่อเริ่มต้นทำตลาดแล้วก็จะมีเงินสดไหลเข้ามาจากการขายมากพอ หรือจะระดมมาไว้ป้องกันความเสี่ยงก็เพิ่มได้อีกตามความเหมาะสม

จะเห็นได้ว่ามีปัจจัยอยู่หลายอย่างที่จะเป็นข้อมูลให้ผู้ประกอบการตัดสินใจได้ว่าควรจะเตรียมเงินทุนเท่าไหร่สำหรับธุรกิจที่กำลังจะเริ่มต้น จากคำถามที่ย่อหน้าแรกของบทความว่าเขาเตรียมเงินทุนเอาไว้ห้าแสนบาท ถ้าเขาวางแผนมาดี เขาจะรู้ว่าเงินห้าแสนบาทนี้จะถูกใช้จนหมดในเดือนที่เท่าไหร่ของการดำเนินธุรกิจของเขา และถึงตอนนั้นแผนด้านรายได้ของเขาเป็นอย่างไร มีรายได้เข้ามาตั้งแต่เดือนที่เท่าไหร่ เข้ามามากแค่ไหน พอกับเงินที่ถูกใช้ออกไปหรือเปล่า

ทั้งหมดนี้น่าจะพอเป็นคำตอบที่ชัดเจนครับ

SME เรื่อง : ชาคริต จันทร์รุ่งสกุล

เรื่องอื่นๆในหมวดนี้






b11e2f9390f1cc619597fccfe938f52d