ผู้ชำนาญการด้าน MBA

ปฏิเสธไม่ได้ว่าหลักสูตร MBA (Master of Business Administration) ยังคงเป็นดีกรีสำคัญของเมืองไทยแก่ผู้ที่ต้องการก้าวสู่การเป็นผู้ประกอบการที่มีองค์ความรู้ ทักษะ และความเชี่ยวชาญในการบริหารธุรกิจ

รวมถึงยังเป็นโอกาสในการเจริญเติบโตด้านหน้าที่การงานแก่ผู้ที่จบสายวิชาชีพอื่นๆ อีกด้วย และนั่นก็เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้หลักสูตร MBA ยังคงแข่งขันกันอย่างสูงในปัจจุบัน โดยแต่ละสถาบันต่างก็พยายามชูจุดเด่นที่แตกต่างกันไป เพื่อเป็นตัวเลือกของผู้ที่สนใจ

แน่นอนว่า พอพูดถึง MBA ชื่อของ ABAC คงเป็นชื่อแรกๆ ในฐานะของมหาวิทยาลัยนานาชาติอันดับหนึ่งของไทย ที่มีชื่อเสียง ประวัติศาสตร์ ผลงาน ดีกรีของคณาจารย์และสภาพแวดล้อมที่หล่อหลอมให้เกิดสังคมแห่งการเรียนรู้แบบมืออาชีพ จากผู้คนหลากหลายเชื้อชาติ ผ่านนักศึกษาและคณาจารย์จากกว่า 90 ประเทศ

นอกจากนี้ ABAC ยังขับเคลื่อนหลักสูตร MBA ไปตามพลวัตของสังคมและโลกอย่างต่อเนื่อง เช่น หลักสูตรเดิม ก็ต้องเพิ่มความเข้มข้นและเข้าใจมิติของสถานการณ์ที่รอบด้านขึ้น หรือหลักสูตรใหม่ก็จะถูกสร้างสรรค์ขึ้นภายใต้ความต้องการที่แท้จริงของตลาด เหตุผลเหล่านี้ทำให้ตลอดช่วง 3 ทศวรรษ ตั้งแต่มีการเปิดสอน MBA มา ทำให้สถานะของ MBA จาก ABAC ถูกยกให้เป็นผู้เชี่ยวชาญ (Specialized) ด้าน MBA ของเมืองไทย จนกลายเป็นทางเลือกแรกๆ เสมอของผู้ที่ต้องการ จะเรียนต่อด้าน MBA

ดร.กิตติ โพธิกิตติ คณบดีบัณฑิตวิทยาลัยบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (ABAC) เผยว่า “หลักการสำคัญในการทำหลักสูตร MBA ของ ABAC จนมีชื่อเสียงมาจนถึงปัจจุบันนั้น มาจากการไม่วางตัวเองให้เป็น General MBA ซึ่งทำให้เราทำงานอย่างหนักในการเรียนรู้และเข้าถึงภาพรวมของเศรษฐกิจระดับประเทศ ระดับโลก รวมถึงการลงไปคลุกคลีกับโลกของธุรกิจแต่ละภาค ไม่ว่าจะเป็นภาคการเงิน การธนาคาร อุตสาหกรรม การท่องเที่ยว การให้บริการ การตลาดระหว่างประเทศ และอื่นๆ เราทำงานบนพื้นฐานของการเปลี่ยนแปลงในสังคมและโลก เราพัฒนาหลักสูตรและเทคโนโลยีด้านการศึกษาตามความเป็นจริง และหลากหลายหลักสูตรได้แชร์ประสบการณ์ด้านองค์ความรู้จากผู้ประกอบการตัวจริงอีกด้วย

ผมอยากให้นึกภาพตอนวิกฤติต้มยำกุ้ง ในสมัยนั้นยังไม่มีผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน หรือนักวิเคราะห์การเงินโดยเฉพาะ พอไม่มีก็ใช้คนจากส่วนอื่นๆ เช่น นักการตลาดบ้าง ซึ่งผลที่ได้ก็คือ สเกลงานมันคนละแบบ เขาไม่สามารถวิเคราะห์ ได้ตรงจุดว่าช่วงไหนควรจะต้องเข้ามาเก็งกำไรในตลาดเงินและตลาดทุน

ฉะนั้นเราจึงเปิดโปรแกรมที่ชื่อว่า IAM (Investment Analysis and Management) หรือการเงินและการวิเคราะห์ทางด้านการเงิน เพื่อหาผู้เชี่ยวชาญไปป้อนสู่อุตสาหกรรมการเงินต่างๆ เพราะในช่วงนั้นสถาบันด้านการเงินเหล่านี้เขาต้องการ Specializedหรือผู้ที่สามารถวิเคราะห์ทางด้านการเงินได้อย่างเข้าใจในระดับลงลึกถึงการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมของโปรดักต์ด้านการเงิน การวิเคราะห์การเงินทั้งในและต่างประเทศ เรียกว่าต้องเข้าใจการลงทุนในระดับ Worldwide กันเลยทีเดียว

อีกโปรแกรมหนึ่งคือ Technology Management โดยปัจจุบันเราเริ่มเห็นว่าโลกมีอุตสาหกรรมใหม่ๆ เกิดขึ้น เราเห็น Google, Facebook และอีกหลากหลายบริษัทด้านเทคโนโลยีเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ฉะนั้นเราจำเป็นต้องเตรียมคนเพื่อไปสอดรักับการบริหารอุตสาหกรรมหรือบริษัทเหล่านี้มากขึ้น ต้องทำให้เขาเข้าใจในศาสตร์ของเทคโนโลยียุคใหม่มากกว่าระบบการบริหารงานเดิมๆ ที่ไม่ใช่เน้นการจัดการโดยพึ่งพาบุคลากรเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเข้าใจเทคโนโลยีที่เกิดขึ้น ซึ่งจะมาเป็นกลไกสำคัญในการบริหารมากขึ้น เพราะบางบริษัทก็เริ่มลดคน และใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยแทนที่”

นอกจากเรื่องหลักสูตรที่มีความโดดเด่นตามที่กล่าวไปข้างต้นแล้ว หากหันมามองกระบวนการเรียนการสอน MBA ของ ABAC ที่น่าสนใจอย่างยิ่งก็คือ การหล่อหลอมให้นักศึกษาที่เข้ามาเรียนสามารถจบออกไปพร้อมกับการไปเป็นฟันเฟืองสำคัญขององค์กรหรือธุรกิจที่จะไปดูแลได้ทันที พูดง่ายๆ ก็คือ แม้จะเป็นนักบินฝึกหัด แต่ก็สามารถบินจริงได้อย่างปลอดภัย

“เมื่อเรามีหลักสูตรที่ดี เราก็ต้องมีผู้สอนที่ดี โดยแต่ละวิชาจะมีคณาจารย์ผู้สอนที่มีคุณวุฒิระดับดอกเตอร์ หรือมีความชำนาญในธุรกิจนั้นๆ อย่างน้อย 6-8 ปีขึ้นไป แต่แค่นั้นยังไม่เพียงพอ โลกแห่งการเรียนรู้ในยุคนี้ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่ภายในห้องเรียน หรือมโนภาพขึ้นจากกรณีศึกษาที่ล้าหลัง เราจึงมีการปรับรูปแบบใหม่หมด จากเดิมที่เน้นทฤษฎีมากกว่า 90% ก็เปลี่ยนมาเน้นการเรียนการสอนแบบ Learning by Doing คือเรียนรู้และปฏิบัติไปในตัว ส่งผลให้การเรียนในห้องเรียนจะลดลงเหลือ 40-50% เท่านั้น ที่เหลือคือประสบการณ์ตรง เช่น อาจารย์ผู้สอนต่อจากนี้จะต้องพานักศึกษาออกไปดูสถานที่จริง ทั้งในประเทศ อุตสาหกรรมต่างๆ หรือต่างประเทศ เพื่อให้นักศึกษาได้เรียนรู้ประสบการณ์จากตลาดจริงๆ ซึ่งเราเองก็มีความพร้อมเรื่องสถานที่ต่างๆ อยู่แล้ว เพราะได้ร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงการดึงผู้ประกอบการมืออาชีพมาเป็นผู้ถ่ายทอดประสบการณ์ด้าน MBA ที่ต่างแขนงกันอย่างต่อเนื่อง สิ่งเหล่านี้จะทำให้นักศึกษาเห็นภาพมากกว่าการนึกภาพตาม”

ความโดดเด่นอีกประการหนึ่งที่ถือเป็นหัวใจของ MBA จาก ABAC ก็คือ การก้าวข้ามเส้นแบ่งของโลกในยุคไร้พรมแดน ด้วยการร่วมมือกับสถาบันชั้นนำต่างๆ ในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเรียกว่า Joint Collaboration Degree โดยเป็นความร่วมมือกันระหว่าง ABAC กับมหาวิทยาลัยชั้นนำต่างๆ ของโลกเพื่อผลิตหลักสูตรในการศึกษาร่วมกัน การได้รับประสบการณ์แลกเปลี่ยนด้านคณาจารย์ รวมถึงในกรณีที่นักศึกษามีความประสงค์จะไปศึกษาต่อหรือโอนย้ายหน่วยกิตไปในสถาบันที่มีการร่วมมือ ก็สามารถทำได้ทันที ซึ่งส่งผลดีต่อนักศึกษาที่ต้องการก้าวออกไป เปิดรับประสบการณ์นอกประเทศ และยังทำให้ได้รับใบปริญญาจาก 2 สถาบันอีกด้วย

“เมื่อปี 1991 เราเป็นมหาวิทยาลัยไทยรายแรกที่ทำ Joint Programme โดย ร่วมกันกับมหาวิทยาลัยในประเทศอังกฤษ ในหลักสูตรการบริหารธุรกิจระหว่างประเทศ ซึ่งข้อดีที่เห็นได้ชัดเจน คือการที่เราได้หลุดออกจากสภาพแวดล้อมเดิมๆ เราได้ศึกษาสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน เราได้เห็นการตลาดระหว่างประเทศ ธุรกิจระหว่างประเทศ การเข้าใจตลาดแบบเชิงลึกของประเทศต่างๆ จนสามารถนำมาหล่อหลอมเป็นหลักสูตรโปรแกรมใหม่ๆ อีกทั้งยังได้ประสบการณ์ใหม่ๆ จาก คณาจารย์ในต่างประเทศที่สามารถนำมาพัฒนางานสอนของเรา ซึ่งเหล่านี้ส่งผลดีต่อเด็กที่มาเรียนกับเราทั้งสิ้น”

ปัจจุบัน MBA ของ ABAC มีการแบ่งหลักสูตรออกเป็น 5 Major หลัก ได้แก่ MBA การตลาดระหว่างประเทศ, MBA การเงินระหว่างประเทศ, MBA การท่องเที่ยวและการบริการ, MBA การบริหารองค์กร และ MBA Technology Management การบริหารจัดการเทคโนโลยี โดยแต่ละ Major จะมีการขยายย่อยเป็นโปรแกรมเฉพาะลงไปอีก ขณะเดียวกันเพื่อตอกย้ำความเป็นสถาบันการศึกษานานาชาติ ทาง ABAC จึงได้เปิดหลักสูตรในภาษาอื่นๆ นอกเหนือจากภาษาอังกฤษอีกด้วย เช่น ภาษาจีน ภาษาตะวันออกกลาง ภาษาสเปน ฯลฯ ซึ่งในอนาคตจะมีการเปิดสอนให้หลากหลายภาษามากขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับความหลากหลายของคนและวัฒนธรรมต่อไป

เรื่องอื่นๆในหมวดนี้






b11e2f9390f1cc619597fccfe938f52d