LTF/RMF
เลือกรูปแบบกองทุน

LTF/RMF ให้เหมาะกับตัวคุณ

ในช่วงปลายปีนักลงทุนอาจจะเริ่มหาการลงทุนที่ช่วยประหยัดภาษีเช่นกองทุน RMF และ LTF โดยเฉพาะกองทุน RMF นั้นก็มีให้เลือกการลงทุนหลากหลายรูปแบบไม่ว่าการลงทุนในตราสารหนี้ ตราสารทุน การลงทุนในต่างประเทศ รวมถึงการลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์เช่น ทองคำ น้ำมัน เป็นต้น แต่ในการเลือกกองทุนที่จะลงทุนนั้น นอกจากต้องเลือกประเภทสินทรัพย์ที่กองทุนนั้นมีนโยบายที่จะลงทุนตามที่ได้กล่าวมาแล้วนั้น สิ่งที่ไม่ควรมองข้ามไปได้ก็คือรูปแบบ หรือ Style ของการบริหารกองทุนนั้นๆ โดยในการจัดการกองทุน อาจจะแบ่งรูปแบบการลงทุนเป็น 2 รูปแบบหลักๆ คือ คือ ‘การลงทุนสไตล์ตั้งรับ’ (Passive) และ ‘การลงทุนสไตล์เชิงรุก’ (Active) การลงทุนสไตล์ตั้งรับ (Passive) กล่าวคือเน้นผลตอบแทนการลงทุนเท่ากับตลาดหรือเท่ากับเกณฑ์ชี้วัด (Benchmark) ซึ่งเกณฑ์ชี้วัดนี้ จะผูกค่าไว้กับผลตอบแทนของตราสารหรือสินทรัพย์ เช่น กองทุนตราสารหนี้พันธบัตรรัฐบาลไทยเน้นสไตล์ตั้งรับโดยมีเกณฑ์ชี้วัดเท่ากับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย 5 ปี เป็นต้น ถ้าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย 5 ปีอยู่ในระดับใด ผลตอบแทนของกองทุนสไตล์นี้จะต้องไล่เลี่ยหรือไม่แตกต่างกันมากกับเกณฑ์ชี้วัด ซึ่งในตัวอย่างนี้คือ อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 5 ปี เป็นต้น การที่เราเรียกสไตล์การลงทุนแบบนี้ว่า “Passive” เพราะว่าการลงทุนแบบนี้เน้นให้สินทรัพย์มีผลตอบแทนไล่เลี่ยกับเกณฑ์ชี้วัด โดยผู้จัดการกองทุนไม่ต้องทำอะไรมาก ไม่ต้องใช้ความคิดอะไรมาก ทางที่ดีคืออย่าใช้ความคิดเลย ให้ทำหน้าที่อย่างเดียวคือปรับสัดส่วนของการลงทุนให้เป็นไปตามการเคลื่อนไหวของตลาดเช่น กองทุนสไตล์ Passive ที่เน้นผลตอบแทนเท่ากับหุ้นในกลุ่ม SET 50 ทั้งนี้ผู้จัดการกองทุนหุ้น มีหน้าที่อย่างเดียวคือM จัดสรรพอร์ตการลงทุนให้เคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกับดัชนี SET 50ไม่ต้องทำอะไรมากกว่านั้น ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงดัชนี SET 50เช่นสมมติว่า มีการเปลี่ยนหุ้นของบริษัท Intuch เข้าในดัชนี SET 50 และสมมติถอดหุ้นธนาคารเกียรตินาคินออก ผู้จัดการกองทุนต้องปรับพอร์ตการลงทุนของตนให้ตามตลาดคือลงทุนในหุ้นที่อยู่ใน SET 50 ใหม่คือ Intuch และลดการลงทุนในตัวที่ถูกถอดออกซึ่งคือ ธนาคารเกียรตินาคิน เป็นต้น เห็นได้ว่าผู้จัดการกองทุนจะทำหน้าที่เป็นหุ่นยนตร์ (Robot) ถ้าดัชนี SET 50 ไม่เปลี่ยน ผู้จัดการกองทุนอยู่นิ่งๆถ้ามีการเปลี่ยน ก็ปรับพอร์ตการลงทุนของตนให้เหมือนกับดัชนี SET 50 โดยปกติแล้ว ถ้าพิจารณาจากสถิติผลตอบแทนของการลงทุนย้อนหลังไปหลายสิบปีจะพบว่า ผลตอบแทนของการลงทุนในหุ้นกลุ่ม Passive จะดีกว่าผลตอบแทนของหุ้นแบบ Active มาก แต่ความจริงข้อนี้ ได้รับการพูดถึงกันน้อยในวงการลงทุนเมืองไทย ในขณะที่รูปแบบการลงทุนสไตล์ Passive อีกแบบคือ “Enhance” กล่าวคือการลงทุนสไตล์ Passive แบบ Enhance นี้ผู้จัดการกองทุนอาจจะปรับพอร์ตการลงทุนของตนได้บ้าง แต่จะไม่ปรับพอร์ตทั้งหมดหรือทำในจำนวนถี่ๆ เพราะการลงทุนสไตล์นี้ต้องการให้ผลตอบแทนชนะเกณฑ์ชี้วัดเพียงเล็กน้อยเท่านั้นเอง กล่าวได้ว่ารูปแบบการลงทุนแบบ Passive และ Enhanceคือการลงทุนโดยกำหนดสัดส่วนการลงทุน หรือมีปัจจัยความเสี่ยงให้ใกล้เคียงดัชนีมาตรฐานที่อ้างอิง หรือมีการเบี่ยงเบนไปไม่มากนัก ดังนั้น ผลตอบแทนจากการลงทุนในกองทุนประเภท Passive Fund และ Enhance Fund จะใกล้เคียงดัชนีอ้างอิง ในขณะที่การลงทุนสไตล์เชิงรุก หรือการลงทุนสไตล์ Active คือการลงทุนโดยกำหนดสัดส่วนการลงทุน หรือลงทุนเชิงรุกโดยยินยอมให้ผลของการลงทุนมีปัจจัยความเสี่ยงมากกว่าเกณฑ์อ้างอิงในระดับหนึ่ง เพื่อให้ได้ผลตอบแทนดีกว่เกณฑ์ชี้วัด อัตราผลตอบแทนของการลงทุนแบบ Active อาจจะไม่ได้เป็นไปตามทิศทางตลาดทั้งหมด โดยผลตอบแทนจากการลงทุนในกองทุนประเภท Active Fund อาจจะแตกต่างจากดัชนีอ้างอิงมากหรือน้อยจะขึ้นอยู่กับระดับการเบี่ยงเบนสัดส่วนการลงทุน หรือปัจจัยความเสี่ยงที่แตกต่างจากดัชนี โดยเราสามารถแบ่งรูปแบบการลงทุนของ Active ออกเป็น 2 แบบคือ Active แบบมีเกณฑ์ชี้วัด (Relative Active) ที่จะต้องทำผลตอบแทนให้ชนะดัชนีเกณฑ์ชี้วัด (Benchmark) ซึ่งจะกำหนดเกณฑ์ชี้วัดตามราคาหรือผลตอบแทนของสินทรัพย์ในตลาด เช่น กองทุนหุ้นสไตล์ Active โดยมีเกณฑ์ชี้วัดคือ ดัชนี SET เป็นต้น ซึ่งผู้จัดการกองทุนนี้จะต้องบริหารผลตอบแทนการลงทุนให้ชนะดัชนีเกณฑ์ชี้วัดให้มากที่สุดเช่น สมมติ อัตราผลตอบแทนหุ้นหรือดัชนี SET ปี 2557 เทียบกับสิ้นปี 2556 อยู่ที่ 28% กองทุนสไตล์ Active นี้จะต้องสร้างผลตอบแทนให้มากกว่า 28% และถ้าสมมติว่าผลตอบแทนของ SET เป็นลบ ผลตอบแทนของกองทุนสไตล์ Active ก็ต้องติดลบน้อยกว่าดัชนี SET Active แบบ Absolute คือการลงทุนโดยไม่ได้กำหนดสัดส่วนการลงทุน แต่มุ่งสร้างผลตอบแทนตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ทำให้อัตราผลตอบแทนจะไม่เป็นไปตามทิศทางตลาด ดังนั้น ผลตอบแทนจากการลงทุนในกองทุนประเภท Absolute Fund จะไม่เกี่ยวข้องกับเกณฑ์ชี้วัดยกตัวอย่างเช่นนักลงทุนที่เกษียณอายุจ้างผู้จัดการกองทุนบริหารเงินลงทุนส่วนตัวให้ โดยกำหนดว่าต้องการลงทุนในหุ้นโดยผลตอบแทนที่ต้องการคือ ปีละ 5% ต่อปี โดยไม่ว่าปีนั้นตลาดหุ้นจะติดลบเท่าไหร่ แต่ผลตอบแทนจะต้องอยู่ที่ 5% ต่อปีเป็นต้น ซึ่งการบริหารกองทุนแบบ Absolute นั้น ผู้จัดการกองทุนจะมีแนวคิดแตกต่างไปจากการบริหารแบบ Active กล่าวคือผู้จัดการกองทุนที่บริหารกองทุนแบบ Absolute มุ่งที่จะหาการลงทุนในตราสารที่ให้ผลตอบแทนเป็นบวกโดยไม่สนใจว่าดัชนีจะขึ้นหรือลง ในขณะที่กองทุนที่บริหารแบบ Active จะมุ่งหาการลงทุนที่ให้ได้ผลตอบแทนมากกว่าเกณฑ์ชี้วัดเช่นต้องเลือกหุ้นที่มีแนวโน้มขึ้นมากกว่าดัชนีหากดัชนีปรับตัวขึ้น หรือมีแนวโน้มลดลงน้อยกว่าดัชนีหากดัชนีปรับตัวลดลง นอกจากนั้นในกรณีที่ผู้จัดการกองทุนไม่มั่นใจสถานะการณ์ของการลงทุน เช่นตลาดมีความผันผวนสูงหรือจะมีการประกาศมาตรการสำคัญซึ่งอาจจะส่งผลทั้งในด้านบวกหรือลบอย่างรุนแรง กองทุนที่มีนโยบายการลงทุนแบบ Absolute ผู้จัดการกองทุนอาจจะเลือกที่จะถือเงินสดแทนเนื่องจากเป้าหมายคือการไม่ขาดทุน แต่สำหรับการบริหารกองทุนหุ้นแบบ Active โดยมีเกณฑ์ชี้วัดเป็นดัชนี SET ผู้จัดการกองทุนจะต้องทำให้สัดส่วนการลงทุนให้ใกล้เคียงกับเกณฑ์ชี้วัดระดับหนึ่งแต่ไม่จำเป็นต้องทำให้เท่ากับเกณฑ์ชี้วัดเหมือนสไตล์ Passive เพราะการลงทุนแบบ Active เน้นผลตอบชนะเกณฑ์ชี้วัดให้มากๆ จึงยังคงต้องมีสัดส่วนของการลงทุนใกล้เคียงกับเกณฑ์ชี้วัดระดับหนึ่งเพราะไม่ว่าหุ้นขึ้นมากๆหรือลงมากๆ ผลการดำเนินงานของกองทุนหรือ Performance ของกองทุนจะยังคงเป็นไปตามเกณฑ์ชี้วัด หากเลือกที่จะถือเงินสดมากๆ และพบว่ามีความเป็นไปได้ระดับหนึ่งที่หุ้นจะมีโอกาสมากที่จะขึ้นต่อเนื่อง ผลคืออัตราผลตอบแทนของกองทุนจะแพ้เกณฑ์ชี้วัดมาก ดังนั้นถ้าผู้จัดการกองทุนคาดว่าหุ้นยังเป็นขาขึ้น แม้ว่าในตอนนั้น ตลาดหุ้นจะปรับลง แต่ผู้จัดการกองทุนจะหลีกเลี่ยงที่จะลดน้ำหนักหุ้นลง ต่างจากกองทุนแบบ Absolute ที่ผู้จัดการกองทุนเมื่อได้ผลตอบแทนเป็นบวกตามเป้าหมายแล้ว ในที่นี่สมมติที่ 5% เมื่อเห็นหุ้นมีแนวโน้มปรับลงแต่ไม่มั่นใจ 100% ว่าหลังจากหุ้นปรับลงแล้วจะขึ้นต่อหรือไม่ ผู้จัดการกองทุนแบบ Absoluteจะทำการขายหุ้นและถือเป็นเงินสดไว้ก่อนเพราะเก็บผลตอบแทนเป็นบวกไว้กับตัว ดังนั้นการเลือกแนวทางการลงทุนระหว่าง Absolute และแบบ Active ก็จะขึ้นกับนักลงทุนว่านักลงทุนต้องการเลือกการลงทุนแบบใด

- โดยกองทุน Absolute ควรจะให้ความเสี่ยงที่ต่ำกว่าแต่ก็แลกมาด้วยอัตราผลตอบแทนที่มี

- ในขณะที่แบบ Passive&Enhance หรือแบบ Active จะให้อัตราผลตอบแทนมากกว่าในระยะยาวถ้านักลงทุนสามารถรับความเสี่ยงได้

โดยนักลงทุนจะต้องศึกษาหนังสือชี้ชวนและพิจารณาว่ากองทุนประเภทใดและการบริหารแบบใดเหมาะสมกับตัวนักลงทุนเอง หรือจะประเมินตนเองโดยใช้แบบสอบถามประเมินความเสี่ยงของผู้ลงทุนว่าจะสามารถรับความเสี่ยงได้มากน้อยแค่ไหน
ทั้งนี้คำเตือนประจำของการลงทุนคือ การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลจากหนังสือชี้ชวนและคู่มือภาษีก่อนการตัดสินใจลงทุน ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุนรวมมิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคตผู้ลงทุนอาจจะขาดทุนหรือได้รับผลกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน ที่อาจเกิดขึ้นจากการลงทุนในกองทุนรวมที่ลงทุน ในต่างประเทศ หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้แนวโน้มต่ำกว่า
———————————————————-
HOW TO INVEST สุรศักดิ์ ธรรมโม surasak.dhammo@gmail.com
เรื่องอื่นๆในหมวดนี้






b11e2f9390f1cc619597fccfe938f52d