GSB NEW ERA
 

ชาติชาย พยุหนาวีชัย GSB NEW ERA

BIG CHANGE ณ ธนาคารออมสินวันนี้ ภายใต้การนำของ ชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคาร คนที่ 16 ผู้พร้อมกลั่นประสบการณ์จากธนาคารพาณิชย์ 31 ปี มาอาสารับใช้ชาติที่ ออมสิน ธนาคารของรัฐที่มีเงินฝากสูงสุดของประเทศไทย ด้วยวิสัยทัศน์ที่ต้องการยกเครื่ององค์กรให้ออมสินเป็นผู้นำของธนาคารประชาชนในภูมิภาคอาเซียนอย่างเต็มภาคภูมิ เพื่อเปลี่ยนผ่านธนาคารออมสินสู่ความทันสมัยอย่างแท้จริง เป็น ‘ธนาคารออมสินยุคใหม่’ หรือ GSB NEW ERA

GMBiZ : การเปลี่ยนแปลงในออมสินวันนี้ถือเป็น Big Change หรือไม่

ชาติชาย : ใช่ Big Change

ผมว่า การเปลี่ยนแปลงในออมสินครั้งนี้ถือเป็นครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของธนาคารก็ว่าได้เพราะเราปรับเปลี่ยนโครงสร้างองค์กรและปรับเปลี่ยนโปรดักต์ให้ดูตอบโจทย์ ทันสมัย และมีการปฏิรูปทั้งวิสัยทัศน์ ทิศทาง และการสร้างแบรนด์ของออมสินให้ทันสมัย

GMBiZ : วิสัยทัศน์ใหม่ของธนาคารออมสินยุคใหม่ คืออะไร

ชาติชาย : คือ การส่งเสริมและสนับสนุนให้ธนาคารออมสินเป็น ‘ธนาคารของประชาชน’ และเป็นแกนหลักในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมตั้งแต่ระดับฐานราก เพื่อส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนและสร้างการเติบโตของธุรกิจรายย่อย (เอสเอ็มอี) ตลอดจนสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนของประเทศไทย พร้อมทั้งยกระดับบริการทางการเงินและคุณภาพการให้บริการที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการ ด้วยบริการที่ครบวงจร (Universal Banking) ด้วยคุณภาพบริการระดับสากล เพื่อการก้าวสู่ตำแหน่ง ‘ผู้นำของธนาคารประชาชนในภูมิภาคอาเซียน’

GMBiZ : เดิมออมสินโฟกัสกับตรงนี้หรือเปล่า

ชาติชาย : เดิมยังไม่เป็นรูปธรรมที่ชัดเจน แต่เป็นสิ่งที่ผมแสดงวิสัยทัศน์ว่า เราอยากเป็นธนาคารประชาชนในภูมิภาคอาเซียน

GMBiZ : นี่คือวิสัยทัศน์ที่ทำให้ได้รับคัดเลือกเป็นผู้อำนวยการออมสินใช่หรือไม่

ชาติชาย : คิดว่าใช่ เป็นเหตุผลส่วนหนึ่งที่ทำให้คณะกรรมการคัดเลือกผมเข้ามา

นอกจากนี้ ก็มีเหตุผลอื่นๆ ที่มาจากการเสนอให้มีการเพิ่มรายได้ค่าธรรมเนียม,การเสนอให้ปรับองค์กรให้เป็น ‘องค์กรที่ยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง’ (Customer Centricity Organization) ซึ่งตอนนี้ผมก็ได้เริ่มปรับปรุงโครงสร้างธนาคารออมสินให้เป็นองค์กรที่ตอบโจทย์ของการยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ตลอดจนเริ่มพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการต่างๆ ออกมาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการลูกค้าทุกกลุ่ม

ส่วนเหตุผลของการคัดเลือกเป็นอันดับต่อมา คือ การที่ผมวิเคราะห์ถึงจุดอ่อนของธนาคารออมสินว่า ขาดลูกค้าที่มีอายุระหว่าง 15-30 ปี ซึ่งออมสินควรดึงลูกค้ากลุ่มนี้กลับมา และจะทำให้เรามีลูกค้าครบทุกเซกเมนต์ เพราะเราเป็นธนาคารที่เป็นผู้นำด้วยฐานลูกค้ากว่า 20 ล้านคน แต่ลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มที่มีอายุมากกว่า 30 ปีขึ้นไปถึง 70% กลุ่มลูกค้าวัย 15-30 ปีมีสัดส่วนน้อย

GMBiZ : ภารกิจยกเครื่ององค์กรจะผ่าตัดตรงไหนก่อน

ชาติชาย : เบื้องต้นจะเป็นส่วนของ Branding เราต้องรีแบรนด์ให้ธนาคารออมสินมีภาพลักษณ์ที่เด่นชัดมากขึ้น จากเดิมที่ธนาคารออมสินถูกมองว่าเป็นธนาคารสำหรับเด็ก ธนาคารสำหรับผู้ใหญ่ ธนาคารสำหรับผู้สูงอายุ หรือเป็นธนาคารประชาชน ดังนั้น จึงต้องเริ่มจากการวางตำแหน่งทางการตลาดของแบรนด์ (Brand Positioning) ของออมสินให้ชัดเจนก่อน

ทั้งนี้ จากการทำเวิร์กช็อปกันระหว่างผู้บริหารของธนาคารว่า เราอยากเป็นธนาคารที่ตอบโจทย์อะไร ซึ่งคำตอบที่ได้คือ เราอยากเป็นธนาคารเพื่อการออมที่มีบริการครบวงจรและเพื่อสร้างความสุข สร้างอนาคตที่มั่นคงให้กับประชาชน

ดังนั้น ตำแหน่งทางการตลาดใหม่ของออมสินก็อยู่ใน 3 คีย์เวิร์ด คือ การออม การสร้างความสุข และการสร้างอนาคตที่มั่นคงให้กับประชาชน ซึ่งนี่ก็จะเป็นจุดเริ่มต้นของการปรับรูปลักษณ์ของเราที่สอดคล้องกันทั้งหมด นับแต่การสร้างแบรนด์ด้วยสีสัน (Color Branding) รูปลักษณ์ของสาขา ตลอดจน Look & Feel รวมทั้งระบบและผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่เราจะปรับทั้งหมดให้ทันสมัยและตอบโจทย์ลูกค้า อย่างอินเทอร์เน็ต โมบายล์แบงกิ้ง, บัตรเดบิตที่มีรูปลักษณ์ต่างๆ, วิธีการนำเสนอของธนาคาร, การดูแลลูกค้าอย่างเป็นระบบ

“การเปลี่ยนแปลง ในออมสินครั้งนี้ ถือเป็นครั้งใหญ่ ที่สุดในประวัติศาสตร์ ของธนาคารก็ว่าได้”

2.76 (ล้านราย) = ธุรกิจ SME ทั้งประเทศ ข้อมูลจาก cognos : ระบบข้อมูลสารสนเทศเพื่อการบริหาร
33,878(ราย) = ลูกค้ากลุ่ม SME ของออมสิน
1.5(ล้านราย) = จำนวน SME ที่เข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุน ข้อมูลจาก บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม หรือ บสย. ปี 2556

GMBiZ : ออมสินสร้างแบรนด์ภายในและภายนอก องค์กร (Internal-External Branding) อย่างไร

ชาติชาย : เราทำทั้งสองควบคู่กันไปเลย สิ่งที่เราทำคือการสื่อสารภายในและการฝึกอบรม รวมทั้งการจัดทำคู่มือต่างๆ สำหรับฝ่ายขายก็มีการจัดทำ Sales Kit เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงและทำให้สัมฤทธิ์ผลได้เร็วยิ่งขึ้น เนื่องจากระยะเวลาของผู้อำนวยการมีเวลาแค่เพียง 4 ปี ถ้าค่อยๆ ทำทีละขั้นตอนคงจะไม่ทัน ฉะนั้น จึงต้องเรียกว่าปฏิรูปทั้งภายในและภายนอกธนาคารออมสิน

GMBiZ : การยกเครื่องด้านอื่นๆ คืออะไร

ชาติชาย : มีเรื่อง Positioning กับ Product ในส่วนของ Positioning เรามุ่งขยายฐานลูกค้าให้ครอบคลุมทุกเซกเมนต์ ครบทุกช่วงวัย ทุกระดับ ทุกอาชีพ และเปลี่ยนรูปแบบการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และบริการ จากเดิมที่เน้นที่ตัวโปรดักต์ (Product Base) มาเป็นการยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (Customer Centric) ด้วยบริการที่ครบวงจรและมีมาตรฐานการบริการระดับสากลในการสนับสนุนประชาชนและธุรกิจรายย่อย

ส่วนโปรดักต์ ออมสินจะมุ่งออกผลิตภัณฑ์ทั้งเงินฝากและสินเชื่อ โดยเริ่มต้นจากการเลือกกลุ่มเซกเมนต์ย่อยในกลุ่มลูกค้าหลักของธนาคาร ซึ่งพิจารณาจากคุณสมบัติและความต้องการบริการทางการเงินที่แตกต่างกัน พร้อมกับเน้นการพัฒนา ผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับความต้องการ พฤติกรรม และวิถีชีวิตของแต่ละกลุ่ม มีการปรับโฉมผลิตภัณฑ์ ที่มีโซลูชั่นให้กับลูกค้า โดยผสมผสานกับเทคโนโลยี ที่ทันสมัย เพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ให้ตรงกับ ความต้องการของลูกค้า รวมทั้งความต้องการใช้บริการทางการเงิน (Transactional Banking) ซึ่งจะเป็นการเพิ่มรายได้ค่าธรรมเนียมให้กับธนาคาร

GMBiZ : การพลิกยุทธศาสตร์สู่ออมสินยุคใหม่ครั้งนี้ ผอ. คนใหม่เจอแรงเสียดทานหรือไม่

ชาติชาย : ปกติการเปลี่ยนแปลงมักต้องเจอแรงเสียดทาน แต่สำหรับออมสินยุคใหม่ไม่ใช่

ในความเห็นของผม ธนาคารออมสินยุคใหม่ หรือ GSB New Era เรามีพนักงานที่เป็นคนหนุ่มสาวอายุต่ำกว่า 30 สักครึ่งหนึ่งได้ และมีวัยทำงานที่เป็นผู้บริหารระดับกลางอีกกว่า 30% เรามีพนักงานที่อายุมากหน่อยสัก 20% ฉะนั้น โดยรวมองค์กรของเราเป็นองค์กรที่หนุ่มสาวขึ้นด้วยอายุเฉลี่ยลดลงอยู่ที่ประมาณ 39 ปีเท่านั้น ซึ่งถือเป็นคนรุ่นใหม่และออมสินเพิ่งขยายตัวอย่างรวดเร็วในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีการขยายสาขาอย่างรวดเร็วทำให้มีการรับพนักงานใหม่ค่อนข้างเยอะ แต่ผลิตภัณฑ์หรือบริการนั้นพัฒนาไม่ทันกับลูกค้า ฉะนั้น ในยุคนี้เราจึงเร่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการและขายที่เป็นเลิศ เพื่อตอบโจทย์ลูกค้า ซึ่งตรงนี้แหละที่เป็นจุดเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลของธนาคารออมสินหรือที่เรียกว่า Digital Transformation ให้เป็นธนาคารยุคใหม่มากขึ้นเรื่อยๆ

GMBiZ : ออมสินมีเกณฑ์การจัดกลุ่มและบริการลูกค้าทั่วไปอย่างไร

ชาติชาย : เราปรับกลุ่มบุคคลธรรมดาใหม่ โดยแบ่งเป็น 6 กลุ่มย่อย คือ

1. นักเรียนนักศึกษา ซึ่งเราเข้าตลาดโรงเรียนมหาวิทยาลัย

2. กลุ่มเริ่มทำงาน วัย 20-30 ปี

3. กลุ่มรายได้ปานกลางที่มีรายได้ตั้งแต่ 10,000 – 10,000,000 บาท

4. กลุ่มรายได้สูง ซึ่งเดิมออมสินเรียกว่าลูกค้าพรีเมียร์ แต่ชื่อนี้อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ ก็แล้วแต่การพิจารณากันในภายหลัง

5. กลุ่มข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจซึ่งมีหลายล้านคน เนื่องจากธนาคารออมสินเป็นธนาคารของรัฐ 100% ดังนั้น ก็น่าที่จะตอบโจทย์พนักงานของรัฐและรัฐวิสาหกิจได้

6. กลุ่มเกษียณอายุ ถือเป็นกลุ่มใหญ่มากฉะนั้น จากการแบ่งเซกเมนต์ของลูกค้าของออมสินจะเห็นได้ว่า แตกต่างจากธนาคารพาณิชย์ ซึ่งจะแบ่งจากฐานรายได้ แต่ของเราจะแบ่งตามช่วงอายุ (Life Stage), แบ่งตามอาชีพและรายได้รวมกัน

สำหรับการบริหารพอร์ตโดยเฉพาะในส่วนของกลุ่มบุคคลธรรมดา เราก็จะมีผู้จัดการของแต่ละกลุ่มย่อยที่คอยบริหารจัดการให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าแบบเฉพาะเจาะจง ในตลาดย่อยๆ มากกว่าจะเป็นกลุ่มย่อยของสินค้า

GMBiZ : การกำจัดจุดอ่อน เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าใหม่วัย 15-30 ต้องอินเทรนด์แค่ไหน

ชาติชาย : ต้องอินเทรนด์มากๆ เลยทีเดียว ออมสินต้องเน้นสร้างแบรนด์และทำการตลาด รวมทั้งการสื่อสาร การส่งแมสเสจ เพื่อให้ตอบโจทย์ คนกลุ่มนี้ โดยเฉพาะการสื่อสารด้วยรูปแบบใหม่ๆ ที่มีอิทธิพลอย่างมากกับคนกลุ่มนี้ ซึ่งมีชีวิตในยุคดิจิทัลและโซเชียลมีเดียต่างๆ ตลอดจนแอพ-พลิเคชั่นบนอุปกรณ์ (Device) ต่างๆ รวมทั้งสื่อในรถไฟฟ้า รถไฟใต้ดิน ฯลฯ เพื่อสื่อว่า ออมสินเป็นธนาคารสำหรับทุกคนที่มีความมั่นคงและทันสมัย มีโปรดักต์ที่ตอบโจทย์ เช่น มีบัตรเดบิต บัตรเครดิตที่ตอบโจทย์ หรืออินเทอร์เน็ตแบงกิ้ง โมบายล์แบงกิ้ง เพื่อสร้างการรับรู้ ความคุ้นเคยและความเชื่อมั่นที่มีต่อแบรนด์ออมสินให้กับคนกลุ่มนี้ ซึ่งจะทำให้เกิดการใช้บริการได้อย่างต่อเนื่องในอนาคต

GMBiZ : เท่ากับเป็นออมสินยุคดิจิทัลแล้วจริงๆ

ชาติชาย : ใช่ เราอยู่ในยุคเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลของธนาคาร ที่เราเรียกกันว่า GSB Digital Transformation เพื่อนำไปสู่การเป็นธนาคารออมสินยุคใหม่ หรือที่เราเรียกว่า GSB New Era

GMBiZ : เราจะมีโอกาสได้เห็นบัตรเครดิตของธนาคารออมสินเองหรือไม่

ชาติชาย : มีแน่นอน เพราะเราก็ต้องบริการลูกค้าของเราที่มีฐานจำนวน 20 กว่าล้านคน และบรรจุในแผนของออมสินด้วย เนื่องจากธนาคารแห่งประเทศไทยต้องการผลักดันให้สังคมไทยเป็น Cashless Society หรือสังคมที่พยายามใช้บัตรแทนเงินสด ซึ่งแผนของออมสิน เราก็พยายามเรื่องบัตรเดบิตก่อน เพราะปัจจุบันในประเทศไทย 95% ใช้บัตรเครดิตซื้อสินค้าหรือบริการ

จากฐานลูกค้าของเราที่มี 20 กว่าล้านคน ถ้าดูจากจำนวนประชากรทั้งหมดที่มีกว่า 65 ล้านคน ก็ต้องบอกว่าเรามีฐานลูกค้าถึง 1 ใน 3 ของประชากรทั้งประเทศแล้ว ฉะนั้น ลูกค้าของเราก็มีสิทธิ์ที่จะใช้บัตรเครดิต ซี่งนี่ไม่ใช่การแข่งขัน หากแต่เป็นการเติมเต็มโปรดักต์ให้ครบความต้องการของลูกค้า

GMBiZ : แผนนี้จะเห็นกันได้เมื่อไร

ชาติชาย : เราพยายามจะทำให้ได้ภายในปี 2558

GMBiZ : บัตรเครดิตออมสินจะเป็นอย่างไร

ชาติชาย : ทุกรูปแบบ จะมีทั้งบัตรเครดิตของออมสินเอง หรือ ทำ Co-Brand กับสถาบันอื่นๆ สำหรับ Co-Brand เราฝึกมา 5 ปีแล้ว (หัวเราะ) เรารู้ เราขายเป็น แต่เราต้องพัฒนาโปรดักต์ เพื่อให้คนขายภูมิใจที่จะขายโปรดักต์ของตนเอง สำหรับการทำบัตรเครดิตของตัวเองนั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องใช้ความทุ่มเท ความพยายาม ต้องพัฒนาช่องทางการขาย พัฒนาระบบ หรือแม้แต่พัฒนาฟีเจอร์ของบัตรเครดิตให้ตื่นเต้นเร้าใจ ซึ่งผมเองก็เคยทำให้บัตรเครดิตของกสิกรไทยเป็นอันดับ 1 มาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการใช้จ่าย การรับสมัครสมาชิกบัตร และการรับร้านค้าที่รับบัตร

GMBiZ : ออมสินจะลงสนามแข่งแลกคะแนนสะสม (Redeem Point) ในตลาดบัตรเครดิตด้วยหรือเปล่า

ชาติชาย : จริงๆ ต้องบอกว่า Redeem Point ถือเป็นฟีเจอร์ขั้นพื้นฐานของบัตรเครดิต แต่ออมสินคงจะแข่งขันในรูปแบบอื่นๆ สำหรับเรื่องการตลาดของบัตรเครดิต ต้องเรียนว่า ผมจะมีความชำนาญกับการทำการตลาดของบัตรเครดิตฉะนั้นคอนเซ็ปต์ของผมส่วนใหญ่ผมจะต้องสร้างโปรดักต์และการตลาดให้มีความแตกต่างใน 3 ระดับคือ นวัตกรรมทางด้านสินค้า, นวัตกรรมทางด้านกระบวนการ และนวัตกรรมทางด้านการตลาด โดยนวัตกรรมทางด้านสินค้าจะต้องแตกต่างจากธนาคารอื่นๆ และที่ผ่านมาผมจะทำการตลาดอย่างที่ทุกคนไม่เคยทำมาก่อน จากนั้นธนาคารอื่นๆ ก็จะค่อยตามเรามา ฉะนั้น อีกหน่อยเราก็จะได้เห็นธนาคารออมสินเป็นธนาคารผู้นำก็ได้ในด้านการตลาด

GMBiZ : ออมสินเปลี่ยนนโยบายกับลูกค้าเอสเอ็มอีหรือไม่ อย่างไร

ชาติชาย : ออมสินเป็นธนาคารที่เอาเงินของผู้ที่มีรายได้สูงไปช่วยผู้ที่มีรายได้น้อย เรามีนโยบายเน้นให้ความช่วยเหลือธุรกิจเอสเอ็มอีรายเล็กมากกว่ารายใหญ่ เพื่อให้กลุ่มธุรกิจเหล่านี้สามารถเข้าถึงบริการทางการเงินในระบบ มีแหล่งเงินทุน หมุนเวียนในการประกอบธุรกิจ สร้างความเข้มแข็งทั้งในด้านการเงินและการบริหารจัดการธุรกิจ

เนื่องจากยังมีเอสเอ็มอีที่ยังเข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุนประมาณ 1.5 ล้านราย ที่ยังเข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุน จากเอสเอ็มอีทั้งประเทศราว 2.76 ล้านราย ขณะที่ที่ผ่านมาถึงสิ้นปี 2557 ออมสินมีกลุ่มลูกค้าเอสเอ็มอีประมาณ 3.38 หมื่นราย

สำหรับการให้สินเชื่อของออมสินจะแตกต่างจากธนาคารพาณิชย์ มีส่วนทับซ้อนบ้างเล็กน้อย เช่น เราปล่อยสินเชื่อให้เอสเอ็มอีระดับ 30-40 ล้านบาท แต่ในบางครั้งก็อาจจะมีเอสเอ็มอีระดับ 50 ล้านบาทบ้าง ขณะที่ธนาคารพาณิชย์จะเน้นปล่อยกู้กับธุรกิจเอสเอ็มอีที่มีขนาด 10 ล้านบาทเป็นต้นไป แต่ออมสินจะเน้นปล่อยสินเชื่อ 10-20 ล้านบาทลงมา

” ออมสินเป็นธนาคารที่เอาเงินของผู้ที่มีรายได้สูงไปช่วยผู้ที่มีรายได้น้อย เรามีนโยบายเน้นให้ความช่วยเหลือธุรกิจเอสเอ็มอีรายเล็กมากกว่ารายใหญ่ เพื่อให้กลุ่มธุรกิจเหล่านี้สามารถเข้าถึงบริการทางการเงินในระบบ “

GMBiZ : ที่ผ่านมา ด้วยเงื่อนไขการกู้ต่างๆ ทำให้เอสเอ็มอีเข้าไม่ถึงเงินทุน

ชาติชาย : ยอมรับว่า นั่นเป็นเพราะธุรกิจเอสเอ็มอีหรือผู้ประกอบการรายเล็กไม่ได้เดินบัญชีกับธนาคาร ทำให้สถาบันการเงินมองว่า กลุ่มเอสเอ็มอี น่าจะเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่เลย หนี้เอ็นพีแอลเราเมื่อสิ้นปี 2557 แค่ 1.37% เท่านั้น น้อยกว่าธนาคารพาณิชย์มากๆ ที่ทำธุรกิจการเงินด้วยซ้ำ

แต่จากการศึกษาพฤติกรรมของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเพื่อนำไปสู่การปรับปรุงและสร้างนวัตกรรมด้านผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบสนองการเปลี่ยนแปลงไลฟ์สไตล์ของลูกค้า เราพบว่า คนกลุ่มนี้ ต้องการความสะดวก/รวดเร็วในการอนุมัติสินเชื่อ เงื่อนไขไม่ซับซ้อน และวงเงินอนุมัติสูงถือเป็นปัจจัยที่สำคัญในการเลือกใช้บริการ ดังนั้น เพื่อตอบโจทย์ดังกล่าว ออมสินจึงเน้นปรับปรุงกระบวนการอำนวยสินเชื่อให้รวดเร็วยิ่งขึ้น

GMBiZ : สาเหตุที่มีเอ็นพีแอลน้อย เพราะการเข้าถึงลูกค้าในชุมชนหรือเปล่า

ชาติชาย : นั่นเป็นสาเหตุหนึ่ง เพราะในการปล่อยสินเชื่อรายย่อย เราต้องมีความเข้าใจในเรื่องรายได้ของคนกลุ่มนี้ การวิเคราะห์รายได้ ไม่สามารถวิเคราะห์รายได้จากสเตตเมนต์เหมือนธนาคารพาณิชย์ เนื่องจากคนพวกนี้ไม่มีเวลาไปเดินบัญชีที่ธนาคาร แต่เรานำสมุดบัญชีธนาคารของลูกค้ามาวิเคราะห์ เรามีบริการรับฝากถึงที่ ฯลฯ ซึ่งนี่แสดงว่า ลูกค้ากลุ่มนี้มีรายได้ในแต่ละวัน ฉะนั้น เราจึงไปเก็บเงินฝากของเขาเพื่อรอชำระหนี้ เราใช้ความพยายาม ความทุ่มเทแรงกายแรงใจมากกว่าธนาคารพาณิชย์

ยกตัวอย่างง่ายๆ การปล่อยสินเชื่อ 20,000 บาทกับการปล่อยสินเชื่อ 20 ล้านบาท เหนื่อยต่างกันนิดหน่อย ไปดูโครงการ ดูลูกค้าเหมือนกัน แต่สินเชื่อ 20,000 บาท ได้ดอกเบี้ยเดือนละไม่กี่ร้อย แต่สินเชื่อ 20 ล้านได้ดอกเบี้ยเดือนละหลักแสน

GMBiZ : เรียกว่า เป้าเล็กเป้าใหญ่เหนื่อยเท่ากัน

ชาติชาย : นี่ถูกต้อง แต่สำหรับออมสิน เราเหนื่อยกว่าในการผลักดันลูกค้าฐานรากให้ติบโตขึ้นมาเรื่อยๆ จนเป็นเอสเอ็มอีและเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ จนเป็นพื้นฐานของประเทศ ซึ่งตรงนี้ออมสินก็ภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาพื้นฐาน เศรษฐกิจและสังคมของประเทศ

GMBiZ : สินเชื่อ 35,000 ล้านบาทที่ปล่อยกู้ไม่ต้องใช้คนค้ำ เสี่ยงไปหรือไม่

ชาติชาย : ส่วนหนึ่งคือใช่ ในตอนแรกถ้าเราสามารถปล่อยสินเชื่อได้ 35,000 ล้านบาท เราก็สามารถเพิ่มสภาพคล่องเข้าไปในระบบ เพราะเราไม่อยากให้ประชาชนกู้เพื่อการบริโภค แต่เราอยากให้กู้เพื่อให้เกิดผลผลิต หรือความสามารถทางการแข่งขันในระดับรากหญ้า โดยมีจุดสำคัญ คือ ไม่ต้องมีคนค้ำประกัน แตกต่างจากในอดีต ที่สินเชื่อเพื่อประชาชนของออมสินนั้นจะต้องมีบุคคลค้ำประกัน แต่ใช้ บสย. ค้ำประกันแทน

นอกจากนี้ บางโปรดักต์ของเราก็มีโปรดักต์ประเภทส่งเสริมให้ฝึกการออมก่อนที่จะมากู้

สินเชื่อ 35,000 ล้านบาท มี 4 โครงการ คือ ‘สินเชื่อประชาชนสุขใจ’ ที่เราตั้งวงเงินไว้ 5,000 ล้านบาท โดยประสานงานกับบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ให้วงเงินไม่เกินคนละ 200,000 บาท ผ่อนชำระ 3-10 ปี ดอกเบี้ย 1% ต่อเดือน โดยโครงการแรกนี้เราจะปล่อยให้กับลูกค้ารายย่อยที่ทำมาค้าขาย แต่ไม่มีสเตตเมนต์หรือเงินเดือน ซึ่งตรงนี้เราจะให้สินเชื่อจากการเข้าไปถึงแหล่งของผู้กู้ อย่างเช่น ตลาดสด ร้านค้า ผู้ประกอบการรายย่อย ฯลฯ

นอกจากนี้ ก็มี ‘สินเชื่อออมสุขใจ’ เพื่อให้ลูกค้ามาออมก่อน 90 วัน, 6 เดือน หรือ 10 เดือน แล้ววงเงินก็จะเพิ่มไปตามการออม ถ้าเป็นการออมระยะเวลา 90 วันแล้วออมทุกวัน เราจะให้วงเงิน 5 เท่า แต่ไม่เกิน 50,000 บาท หรือถ้าเป็นการออมทุกสัปดาห์ภายใน 6 เดือน ก็จะให้วงเงินสูงถึง 100,000 บาท ถ้าฝากทุกเดือน เดือนละครั้งหรือมากกว่าเป็นเวลา 10 เดือน หรือมากกว่านั้นก็ได้ ก็จะให้วงเงินสูงถึง 200,000 บาท เนื่องจากเราก็ไม่ต้องไปพิสูจน์ว่าลูกค้าออมได้หรือไม่ เพราะนี่คือการพิสูจน์ว่า ลูกค้าสามารถออมได้ วงเงินตรงนี้ออมสินตั้งไว้ 10,000 ล้านบาท‘สินเชื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิต’ วงเงิน 10,000 ล้านบาท ซึ่งจะปล่อยให้กับพนักงานประจำ รวมทั้งข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ โดยมีข้อตกลงกับหน่วยงานให้หักเงินเดือนนำส่งให้ธนาคารออมสิน ดอกเบี้ย 0.75% ต่อเดือน

GMBiz-GSB-Interview04

ขณะที่กลุ่มสุดท้ายคือ ‘สินเชื่อคืนความสุข’ วงงิน 10,000 ล้านบาท จะให้บริการกับกลุ่มลูกค้าเดิมของธนาคารออมสินทุกประเภทสินเชื่อที่มีประวัติการผ่อนชำระดีย้อนหลังมาโดยตลอด 12 เดือน ออมสินจะให้วงเงินกลับไป 20% ของวงเงินที่เคยได้ เช่น เคยได้ 200, 000 บาทก็ให้กลับไป 40,000 บาท, เคยได้ 100,000 บาทก็ให้กลับไป 20,000 บาท ลูกค้ากลุ่มนี้มีที่ผ่านเข้าเกณฑ์ประมาณ 1 ล้านราย ถ้ากลับมากู้เราสักครึ่งหนึ่ง คือ ประมาณ 500,000 ราย เฉลี่ยรายละ 20,000 บาท

GMBiZ : ทำไมออมสินเลือกวางตำแหน่งเป็นธนาคารแห่งภูมิปัญญา

ชาติชาย : ต้องบอกก่อนว่า นี่คือยุทธศาสตร์ใหม่ของธนาคารออมสิน การเป็นธนาคารแห่งภูมิปัญญานั้นเป็นหนึ่งในหลายๆ ยุทธศาสตร์ภายใต้ยุทธศาสตร์ใหญ่ เนื่องจากต้องยอมรับว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยแก้ปัญหาความยากจนไม่ได้ เพราะเราให้สินเชื่อเพื่อการบริโภค ไม่ได้ให้เงินกู้เพื่อสร้างรายได้

ฉะนั้น ออมสินจึงอยากให้เงินกู้เพื่อสร้างรายได้ให้กับประชาชน พ่อค้าแม่ค้าหาบเร่แผงลอย หรือผู้ประกอบการขนาดเล็กอาชีพต่างๆ กู้เพื่อสร้างรายได้ และมีอนาคตที่ดีกว่าการซื้อมือถือ รถจักรยานยนต์ ฯลฯ เพราะกลุ่มนี้เมื่อบริโภคหมดไปก็กลายเป็นหนี้เพิ่มขึ้นเหมือนในหลายๆ กลุ่มที่เป็นปัญหาในปัจจุบันนี้

GMBiZ : แล้วยุทธศาสตร์นี้ในทางปฏิบัติทำอย่างไร

ชาติชาย : ธนาคารออมสินน่าจะเป็นตัวกลางหรือรวบรวมภูมิปัญญาของชาวบ้าน เพื่อสร้างเป็นธนาคารแห่งภูมิปัญญา ซึ่งเป็นแนวคิดที่ผมเสนอในการแสดงวิสัยทัศน์ไว้ หลักการเบื้องต้น เราก็ต้องหาหน่วยงานพันธมิตรต่างๆ เพื่อขยายผล แต่โชคดีที่ธนาคารออมสินดูแลเงินกองทุนหมู่บ้านในประเทศไทยที่มีอยู่ประมาณ 77,000 หมู่บ้าน และมีหมู่บ้านที่ดูแลอยู่ 61,000 หมื่นหมู่บ้าน ซึ่งเราก็สามารถยกระดับหมู่บ้านเหล่านี้ให้สถาบันการเงินชุมชนอีกประมาณ 30,000 หมู่บ้าน แล้วตรงนี้นี่เองที่เราจะเป็นต้นทางที่จะทำหน้าที่ประสานและเพิ่มแนวความคิดเข้าไป ขณะที่หมู่บ้านก็จะสามารถถ่ายทอด ภูมิปัญญากลับเข้ามา โดยมีธนาคารออมสิน เป็นศูนย์กลาง เพื่อช่วยส่งเสริมหรือพัฒนาให้ภูมิปัญญา เป็นรูปธรรมมากขึ้นนี่คือหลักการเบื้องต้น แต่ก็คงต้องใช้เวลาในการดำเนินการนี้ต่อไป

GMBiZ : ทำไมจึงเชื่อมั่นว่าออมสินจะเป็นผู้นำธนาคารประชาชนในภูมิภาคอาเซียนได้

ชาติชาย : ก่อนอื่นต้องเรียนให้ทราบว่า ในระดับอาเซียนด้วยกันก็มีธนาคารประชาชนเหมือนกับออมสิน เพียงแต่ประเทศอื่นๆ ไม่น่าจะมีขนาดธุรกิจที่ใหญ่เท่ากับของธนาคารออมสิน สำหรับออมสินจัดได้ว่าเราเป็นผู้นำในระดับหนึ่งของภูมิภาคแล้ว ไม่ว่าจะเป็นขนาดธุรกิจ ความแข็งแกร่ง เพราะออมสินเป็นธนาคารของรัฐ 100% เราย่อมจะแข็งแกร่งอยู่แล้ว เพียงแต่เราพยายามที่จะสร้างนวัตกรรมและบริการใหม่ๆ ดูแลคุณภาพชีวิตของลูกค้า ดูแลคุณภาพเครดิตที่ดี ซึ่งการมีสัดส่วนหนี้เอ็นพีแอลที่ต่ำกว่าธนาคารพาณิชย์ ย่อมเป็นข้อพิสูจน์ที่ดีถึงความทุ่มเทของออมสิน

GMBiZ : ความทุ่มเทกับตลาดทั่วประเทศและอาเซียน ออมสินจะทำอย่างไรให้ Work Smart

ชาติชาย : การทำธุรกิจในตลาดต่างประเทศไม่จำเป็นว่า เราจะต้องไปทำธุรกิจในต่างประเทศมากนัก สิ่งที่เราทำอันดับแรก คือ การตั้งรับกับคนที่จะมาทำธุรกิจในประเทศไทยและให้บริการกับคนไทยที่ต้องการทำธุรกิจรอบๆ ตะเข็บชายแดนของ AEC ซึ่งเราเป็นศูนย์กลางในเชิงภูมิศาสตร์เพื่อให้บริการได้ตั้งแต่ด่านชายแดนจนถึงส่วนกลาง

อันดับสอง คือ เรามีจุดแข็งในตลาดต่างจังหวัด จนถึงด่านชายแดน ลูกค้าที่ค้าขายชายแดนก็ใช้บริการของเราอยู่แล้ว แค่ขยายอีกจุดเดียวเท่านั้น คือ เราสามารถมีสาขาหรือสำนักงานตัวแทนในสาขาเหล่านั้นอีกนิดเดียวเท่านั้น แต่ตอนนี้ก็อยู่ระหว่างการขออนุญาตจากกระทรวงการคลังที่จะเปิดสาขาในต่างประเทศ

แต่ในระหว่างนี้ เราก็เลาะๆ ในเขตเศรษฐกิจพิเศษและตลาดชายแดนไปก่อน ก็จะช่วยให้เราเป็นธนาคารประชาชนในภูมิภาคได้

GMBiZ : คิดว่าภายในสิ้นปีนี้ เราจะเห็นความเปลี่ยนแปลงในเขตเศรษฐกิจพิเศษอย่างมีนัยสำคัญหรือไม่

ชาติชาย : ตรงนี้ขึ้นกับนโยบายรัฐบาล ผมคิดว่า ในเรื่องนี้รัฐบาลน่าจะมีนโยบายพัฒนาตรงนี้อย่างจริงจัง ยกตัวอย่าง อย่างเขตเศรษฐกิจพิเศษที่ประสบความสำเร็จมากๆ ก็คือ จีน อย่างเช่น เซินเจิ้น ที่จีนพัฒนาจนเจริญมากๆ ขณะที่เขตเศรษฐกิจพิเศษของไทยเราก็สามารถพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษตรงนี้ได้ แต่อาจจะไม่เจริญเท่ากับจีนเท่านั้นเอง เนื่องจากเศรษฐกิจของประเทศเพื่อนบ้านยังไม่มีกำลังซื้อสูงขนาดนั้น ทว่า หากเรารู้จักการใช้ประโยชน์จากการพัฒนาประเทศ ถ้าเศรษฐกิจในตะเข็บชายแดนของเราแข็งแรง เราก็จะมีความ ได้เปรียบกับประเทศเพื่อนบ้าน

ยกตัวอย่างเช่น ทำไมเราต้องลงทุนในทวาย นั่นเป็นเพราะเราคิดถึงเรื่องเขตเศรษฐกิจพิเศษทีหลัง ถ้าเราคิดเรื่องนี้ก่อน เราก็สามารถสร้างความเจริญให้กับตะเข็บชายแดนแล้วดึงคนมาทำธุรกิจนี้ แต่บังเอิญทวายเป็นจุดเชื่อมแปซิฟิก

กับอันดามันไปด้วยกัน นี่จึงทำให้การเดินทางรวดเร็วขึ้น ความจริงเราก็พยายามจะทำแลนด์บริดจ์ พยายามจะทำเรื่องคอคอดกระ เพื่อร่นระยะการเดินทางสู่มหาสมุทรอินเดียสะดวกขึ้น แต่เนื่องจากทำได้ลำบากจึงต้องทำเขตเศรษฐกิจพิเศษเพื่อรองรับ ตรงนี้ผมเองก็เห็นด้วยว่า เราจะต้องทำให้เขตเศรษฐกิจพิเศษตรงนี้เจริญก่อน

GMBiZ : ไตรมาส 2 นี้เราจะได้เห็นออมสินโฉมใหม่อย่างไรบ้าง

ชาติชาย : จะได้เห็นหนังโฆษณาใหม่ๆ 2-3 ชิ้นของธนาคารออมสินเกี่ยวกับโปรดักต์ รีเทล (Product Retail) ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์หรือบริการที่เกี่ยวกับลูกค้ารายย่อยและโฆษณาตอกย้ำแบรนด์ของออมสินด้วย ประเด็นทั้งหมดนี้ เราก็จะได้เห็นโฆษณาของแบรนด์องค์กรที่ส่งสารถึง 3 คีย์เวิร์ดดังกล่าวกับโฆษณาของโปรดักต์ที่ออกมาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า อย่างสินเชื่อต่างๆ ที่ออกมาเพื่อตอบโจทย์ให้ลูกค้ามีความสุข เพื่อดำเนินธุรกิจ ฯลฯ

GMBiZ : ที่ผ่านมา มีแต่คนบอกจำโฆษณาของออมสินไม่ได้ จำได้แต่ จิ๊ก เนาวรัตน์ กับแคมเปญชิงทอง ครั้งนี้ยังจะเป็น จิ๊ก อีกหรือไม่

ชาติชาย : (หัวเราะ) ไม่ๆ ครั้งนี้รับรองว่า จะได้เห็นออมสินโฉมใหม่ในโฆษณาในทิศทางที่เราอยากให้เป็น นั่นคือการเป็นธนาคารเพื่อการออมที่สามารถสร้างความสุขและอนาคตที่มั่นคงให้กับประชาชนได้ จากนี้ไปจะเห็นเรายิงแคมเปญที่เกี่ยวกับโปรดักต์บวกกับแคมเปญซีเอสอาร์ เพื่อให้ภาพของธนาคารประชาชนเด่นชัด ไม่ใช่เป็นแค่ธนาคารที่มีการลด แลก แจก แถม เท่านั้น

ครั้งนี้เราคิดว่าไม่จำเป็นต้องใช้พรีเซ็นเตอร์ เพราะแบรนด์ออมสินเราเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้กับตัวเองได้ เรามีอายุยืนยาวมา 102 ปี ลูกเล็กเด็กแดง รู้จักออมสินหมด เพียงแต่ตอนนี้ต้องตอกย้ำว่า เราเป็นธนาคารของประชาชน เพื่อให้ประชาชน สัมผัสกับจุดแข็งตรงนี้ของเรา

1.5 (เท่า)

= ทิศทางการดำเนินงานตามแนวทางของแผนวิสาหกิจของธนาคารออมสินปี 2558-2562 โดยกำหนดเป้าหมายการให้สินเชื่อปี 2558 ขยายตัว 1.5 เท่า ของ GDP หรือ 100,000 ล้านบาท รักษาสัดส่วนสินเชื่อรายย่อยไว้ไม่น้อยกว่า 90% ของสินเชื่อทั้งหมด

GMBiz-GSB-Interview03

GMBiZ : ขอย้อนถึงวันแสดงวิสัยทัศน์เพื่อรับการคัดเลือกเป็นผู้อำนวยการออมสินคนใหม่ ตื่นเต้นแค่ไหน

ชาติชาย : ถามว่าตื่นเต้นหรือเปล่า ต้องบอกว่า ไม่ตื่นเต้น (หัวเราะ) แต่เป็นช่วงเวลาที่เราน่าจะมารับใช้ชาติ เพราะในช่วงนั้นเป็นช่วงที่โปร่งใส ปลอดการเมือง และปลอดจากอะไรต่างๆ อีกหลายอย่าง ผมเองอยู่ธนาคารพาณิชย์มา 31 ปีกว่า แล้ว ก็อยากที่จะเอาความรู้จากธนาคารพาณิชย์มาช่วยธนาคารของรัฐที่ใหญ่ที่สุดแห่งนี้ให้มีความรุ่งเรือง เจริญมั่นคง ไม่มีปัญหาหรืออุปสรรคอย่างที่ธนาคารอื่นๆ ประสบ และเพื่อให้ธนาคารแห่งนี้เป็นหลักของประเทศต่อไป

นี่จึงเป็นสิ่งที่ทำให้ผมตัดสินใจเข้ามาร่วมเป็นแคนดิเดตในการสรรหาผู้อำนวยการธนาคารออมสินคนใหม่ และด้วยความกรุณาของ คุณบัณฑูร ล่ำซำ ผู้บริหารธนาคารกสิกรไทยที่กรุณาให้เรามาลองถึง 2 ครั้ง คือ ปี 2555 และ ปี 2557 ถ้าหากไม่ได้รับการคัดเลือกก็ยินดีรับกลับ ในปี 2555 ผมไม่ได้เพราะอายุของการเป็นรองกรรมการผู้จัดการของผมไม่ถึง 1 ปีจึงทำให้ตกรอบแรก ตอนนั้นผมก็ยอมรับแล้วกลับไปหาท่าน ท่านก็บอกยินดีต้อนรับกลับมา พอมาปี 2557 ตอนนี้อายุการเป็นรองกรรมการผู้จัดการของผมเกิน 3 ปี ครั้งนี้จึงถือว่าคุณสมบัติครบ แล้วในครั้งนี้ถ้าท่านผู้อำนวยการคนที่ 15 ท่านไม่ลาออก ก็เรียกว่ายังไม่ถึงเวลาของผม นี่จึงเป็นจังหวะชีวิตที่ทำให้ผมมาที่ออมสินก่อนกำหนด เพราะถ้าผู้อำนวยการคนก่อนหน้าอยู่ ผมก็คงอยู่ที่ธนาคารกสิกรไทยอีก 2-3 ปี ถ้าผมจะมาอยู่ที่นี่ก็คงมีเวลาอีกนิดหน่อยเท่านั้น แต่ตอนนี้ผมก็มารับใช้ประเทศชาติด้วยความสบายใจ เพราะผมอยู่ที่ธนาคารกสิกรไทยจนอายุเกิน 55 ก็น่าจะช่วยธนาคารกสิกรไทยมาระดับหนึ่ง การมาอยู่ที่ธนาคารออมสิน ผมไม่ได้รับรายได้เพิ่ม แต่คิดว่า นี่คือความท้าทายความสามารถที่จะเป็นเกียรติประวัติกับวงศ์ตระกูลของผมเอง เพราะนามสกุลก็เป็นนามสกุลธรรมดาๆ ที่ไม่มีใครรู้จัก

GMBiZ : วิสัยทัศน์ที่นำเสนอในปี 2555 กับปี 2557 ต่างกันหรือไม่ อย่างไร

ชาติชาย : เป็นคนละแบบ เพราะเป็นช่วงจังหวะและบริบททางการเงินที่แตกต่างกัน ตอนนั้นปี 2555 เรามีประเด็นของการเป็นธนาคารแห่งภูมิปัญญา เนื่องจากตอนนั้น AEC ก็ดูเป็นเรื่องไกลตัว ในครั้งนั้นเราพูดถึงเรื่องการบริหารจัดการ เนื่องจากผมมีประสบการณ์มาแล้วจากธนาคารพาณิชย์

แต่ปี 2557 เราพูดถึงเรื่องนี้เพียงนิดเดียว แต่ไปเน้นยุทธศาสตร์อื่นๆ อย่างการเพิ่มค่าธรรมเนียมต่างๆ การใช้กลยุทธ์ยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง และทำผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า ตลอดจนการพัฒนาคน พัฒนาไอทีและการพัฒนาอะไรต่างๆ มิฉะนั้น จะไม่สามารถแข่งขันกับโลกปัจจุบันได้

GMBiZ : คิดว่า ออมสินยุคใหม่ยังคงสานต่อพระราชปณิธานขององค์ผู้ทรงก่อตั้งออมสินอย่างไร

ชาติชาย : ต้องเรียนในเบื้องต้นก่อนว่า ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 6 ทรงก่อตั้งธนาคารออมสิน เพื่อให้เป็นธนาคารเพื่อการออม ฉะนั้น จะเห็นได้ว่า ตั้งแต่วิสัยทัศน์และตำแหน่งทางการตลาดของแบรนด์ ผมจะไม่ทิ้งเรื่องการออมเลย เราก็ยังจะทำให้ออมสินเป็นธนาคารแห่งการออม ตั้งแต่วันออมสิน วันเด็ก วันออมแห่งชาติ ที่จะมีกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการออมและมีวินัยการออมที่ดีจนถึงผู้ใหญ่ หรือแม้แต่กลุ่มฐานรากเราก็จะสนับสนุนให้มีการออมก่อนการกู้

นอกจากนี้ ก็เชื่อว่า กระทรวงการคลังก็อยากให้เราเป็นธนาคารแห่งการออม ซึ่งเราก็ทำมาได้ดี เนื่องจากเรามีเงินฝากมากที่สุดในประเทศไทย และวิสัยทัศน์เช่นนี้ก็ยังเป็นอยู่ตราบเท่าทุกวันนี้จนถึงอนาคต

GMBiZ : ตอนท้ายมีความในใจที่อยากจะบอกกับประชาชนเพิ่มเติมหรือไม่

ชาติชาย : ผมอยากจะบอกว่า ธนาคารออมสินเป็นธนาคารของประชาชนทุกคน และเป็นธนาคารที่มีความมั่นคง เราเป็นธนาคารที่มีเงินฝากมากที่สุด และมีความมั่นคงด้วย เมื่อก่อนธนาคารออมสินไม่กล้าที่จะบอกว่าตนเองเป็นธนาคารที่มีเงินฝากมากที่สุด เนื่องจากรัฐบาลค้ำประกันเงินฝาก ดังนั้น ในยุคของธนาคารออมสินยุคใหม่ ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องบอกจุดแข็งตรงนี้ของธนาคารอย่างเต็มภาคภูมิ

————————————————————————

BIZ TALK เรื่อง : จุฑาทิพ อิงวัฒนโภคา ภาพ : กิตตินันท์ จรรยางาม
เรื่องอื่นๆในหมวดนี้






b11e2f9390f1cc619597fccfe938f52d