เนิร์ด – ฮิปสเตอร์ – เควียร์ – และโลกอนาคต
CULTURE MAP เนิร์ด – ฮิปสเตอร์ – เควียร์ – และโลกอนาคต

บล็อกเกอร์ชาวอเมริกันคนหนึ่งได้สำรวจเมืองต่างๆ ในอเมริกา โดยดูจำนวนของร้านหนังสือการ์ตูน ร้านวิดีโอเกม ร้านเกมอื่นๆ ร้านหนังสือ ร้าน-คอมพิวเตอร์ พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ รวมไปถึงงานประชุมหรืองานชุมนุมประเภทอนิเมะแฟร์ เทศกาลหนังสือการ์ตูน เทศกาลไซ-ไฟอะไรทำนองนี้ แล้วก็สรุปออกมาว่ามีเมืองไหนในอเมริกาบ้าง ที่มีเหล่าชาว ‘เนิร์ด’ อยู่มากที่สุด

ผลลัพธ์ที่ได้น่าสนใจไม่น้อยทีเดียวครับ โดยเฉพาะสามอันดับแรก ซึ่งได้แก่ แอตแลนตาในจอร์เจีย, พอร์ตแลนด์ในโอเรกอน และซีแอตเทิลในวอชิงตัน

ก็เมืองเนิร์ดพวกนี้น่ะ มันเมืองฮิปสเตอร์ทั้งนั้นเลยนี่ครับ!

ผมเคยเขียนถึงฮิปสเตอร์ไปนานแล้วตั้งแต่ฮิปสเตอร์ยังไม่ฮิปในเมืองไทย ถ้าคุณสงสัยว่า ฮิปสเตอร์คืออะไร อาจต้องลองพลิก GM เล่มเก่าๆ ดูนะครับ แต่ที่อยากชวนคุณตั้งคำถามต่อเนื่องจากฮิปสเตอร์ ก็คือการดำรงอยู่ของเหล่า ‘เนิร์ด’ นี่สิครับ ว่าเนิร์ดนั้นมีอะไรที่ซ้อนทับเหมือนต่างจากฮิปสเตอร์บ้างหรือเปล่า

และทำไมเนิร์ดกับฮิปสเตอร์ถึงอยู่ร่วมกันได้ในเมืองประเภทเดียวกัน

อย่างไรก็ดี ก่อนอื่น / แรกสุด / เป็นปฐมเอ็กซ์คิวส์, ก็คือต้องบอกกันเสียก่อนนะครับว่าการพูดถึงฮิปสเตอร์หรือเนิร์ดในที่นี้ หลีกเลี่ยงไม่ได้เลยที่จะถูกมองว่าเป็นการจัดกลุ่มผู้คนในแบบเหมารวมเป็น Stereotype ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับการเหยียดผิวแบบ Racism อยู่เหมือนกันนะครับ ดังนั้นจึงต้อง ‘ออกตัว’ เอาไว้ล่วงหน้าเสียงดังเอี๊ยดว่า-การใช้คำว่า ‘เนิร์ด’ หรือ ‘ฮิปสเตอร์’ ในที่นี้ มีนัยคล้ายการพูดคำว่า ‘เกย์’ หรือ ‘คนดี’ หรืออะไรทำนองนั้น คือเป็นคำแบบเหมารวมที่มีสำนึกระลึกอยู่เสมอว่า คนในแบบที่ถูกยกขึ้นมาเป็น ‘แบบ’ ในคำเหล่านี้นั้น โดยเนื้อแท้แล้วอาจไม่มีอยู่จริงในโลกก็ได้ เพราะคนเราแต่ละคนย่อมมีเศษเสี้ยวของความเป็นโน่นเป็นนี่ เป็นเนิร์ด เป็นฮิปสเตอร์ เป็นร็อค เป็นคนดีเป็นผู้ร้าย เป็นไปยาลใหญ่ (ฯลฯ) ได้สารพัด รวมกันอยู่ในร่างของคนคนเดียว

เพราะฉะนั้นการพยายามให้ ‘ความหมาย’ ต่อคนกลุ่มใดๆ (เช่นในที่นี้คือเนิร์ด) จึงเป็นการให้ความหมายที่ ‘เกินจริง’ เสมอ เพราะเป็นการพยายามวาดภาพ ‘แบบ’ ที่อยู่ในอุดมคติ ล่องลอยอยู่บนฟากฟ้า (ลองนึกถึงการให้ความหมายของ ‘คนดี’ ดูก็ได้ครับ เพราะเอาเข้าจริงไม่มีใครหรอกที่ดีร้อยเปอร์เซ็นต์) ไม่ได้มีอยู่จริงๆ

เนิร์ดในที่นี้ก็เช่นเดียวกัน

อันคำว่า ‘เนิร์ด’ นั้น มีกำเนิดที่น่าสนใจมากนะครับ เพราะจริงๆ แล้วต้องย้อนกลับไปในหนังสือสำหรับเด็กของ ดร. ซุส (ซึ่งเป็นคนเขียนหนังสือสำหรับเด็กชาวอเมริกัน)

ในปี 1950 ดร. ซุส ออกหนังสือชื่อ If I Ran the Zoo (หมายถึงถ้าฉันเปิดสวนสัตว์) มีประโยคหนึ่งในหนังสือเล่มนี้เขียนว่า

And then, just to show them, I’ll sail to Ka-Troo/And Bring Back an It-Kutch, a Preep, and a Proo,/ A Nerkle, a Nerd, and a Seersucker too!”

ข้างต้นนั่นเป็นประโยคที่ผมคงแปลให้ไม่ได้หรอกนะครับ แต่เอาเป็นว่าเนิร์ดในหนังสือเล่มนั้นเป็น ‘สิ่งมีชีวิต’ ชนิดหนึ่ง ที่น่าจะมีความแปลกประหลาดไม่น้อยทีเดียว จนกระทั่งตัวละครในหนังสือซึ่งอยากเปิดสวนสัตว์เพราะเห็นว่าสวนสัตว์ที่มีอยู่ไม่น่าตื่นเต้นพอ, จะต้องพยายามไปรวบรวม ‘สิ่งมีชีวิต’ แปลกๆ เอามาไว้ในที่เดียวกัน

เพราะฉะนั้น แรกเริ่มเดิมที ‘เนิร์ด’ จึงมีความหมายในแง่ไม่ค่อยจะดีสักเท่าไหร่ เพราะมันหมายถึงอะไรที่แปลกประหลาดผิดธรรมดาอยู่เสียหน่อย (ก็ประหลาดขนาดต้องจับเอาใส่ไว้ในสวนสัตว์นี่แหละครับ) แต่ ดร. ซุส ไม่ได้หมายถึงคนที่เป็นเนิร์ดในปัจจุบันนะครับ คำคำนี้มีวิวัฒนาการทางภาษาตามมาในภายหลัง โดยเฉพาะในยุคหกศูนย์ ที่คำนี้แพร่ไปทั่วอเมริกา ลามไกลไปถึงสกอตแลนด์ แล้วพอถึงจุดหนึ่ง เจ้าคำประหลาดคำนี้ก็เริ่มมี ‘ความหมายเฉพาะ’ ของตัวมันเอง โดยไปหมายถึงคนที่เป็นพวกหนอนหนังสือและเข้าสังคมไม่ค่อยจะเป็น ซึ่งก็แน่นอนครับ-ล่วงมาอีกสักพัก เนิร์ดก็กลายมาเป็นเนิร์ดอย่างที่เราเห็นในปัจจุบัน

เพราะฉะนั้น ถ้าดูกันให้ดีๆ แล้วละก็ ‘เนิร์ด’ กับ ‘เควียร์’ ก็มีอะไรซ้อนทับกันอยู่เหมือนกันนะครับ นั่นคือเป็น ‘ตัวประหลาด’ ของสังคมเหมือนกัน เพียงแต่ ‘เควียร์’ อาจจะเป็นตัวประหลาดทางเพศ ในขณะที่ ‘เนิร์ด’ เป็นตัวประหลาดทางกิจกรรมที่พวกเขาเลือกทำ

แต่สิ่งที่เหมือนกันก็คือ คนทั้งสองกลุ่มถูก ‘เหยียด’ จากสังคมโดยรวมทั้งคู่ เพียงแต่คนละมิติ และคนละระดับความรุนแรงเท่านั้นเอง

ในสมัยก่อน (เช่นในยุคหกศูนย์) ผู้คนอาจจะมองว่า พวก ‘กี๊ก’ (Geek) กับ ‘ฮิปปี้’ (Hippie) นั้น อยู่กันคนละขั้วของโลกเห็นจะได้ แต่โปรดอย่าลืมว่า คนสองกลุ่มนี้มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน นั่นก็คือเป็นคนที่ ‘ประหลาด’ ในสายตาของสังคมทั่วไป เมื่อ ‘ประหลาด’ ก็แปลว่าไม่ใช่คนที่อยู่ในกระแสหลัก ไม่ว่าจะด้วยไลฟ์สไตล์ การแต่งตัว วิธีคิด ความเชื่อ ความหลงใหล รสนิยม และอื่นๆ

กี๊กอาจชอบสิ่งที่เป็นเทคโนโลยี ดูแล้วไม่ค่อยโรแมนติก ไม่ค่อยมีความรัก ไม่เฮฮาปาร์ตี้ ชอบหมกตัวอยู่กับสิ่งที่ตัวเองสนใจ ไม่เข้าสังคม ฮิปปี้อาจชอบธรรมชาติ สูบกัญชา ใส่มงกุฎดอกไม้ ต่อต้านสงคราม เมคเลิฟน็อทวอร์ หรือดูเป็นคนที่ ‘เปิด’ หรือเข้าสังคมมากกว่ากี๊ก นั่นทำให้ในอดีต คนสองกลุ่มนี้ถูกมอง (โดยใครก็ไม่รู้ที่เรียกตัวเองว่าเป็นคนกระแสหลัก) ว่าเป็นกลุ่มคนที่ไม่น่าจะอยู่ร่วมกันได้

แต่ในโลกปัจจุบัน เนิร์ด (ที่มีความเป็นกี๊กหรือพูดได้ว่าเป็นกี๊กที่ ‘ขยายกว้าง’ มากขึ้น จนกี๊กแบบเดิมกลายเป็นเพียง ‘สับเซต’ ของเนิร์ดในปัจจุบัน) กับฮิปสเตอร์ (ที่ก็พอจะกล้อมแกล้มพูดได้ว่า เป็นกลุ่มคนที่มีอะไรๆ ละม้ายคล้ายฮิปปี้ในสมัยก่อนเหมือนกัน โดยเฉพาะแนวคิดเรื่องสุขนิยม) กลับมีบางสิ่งที่ขยับเข้าใกล้กันมากอย่างไม่น่าเชื่อ

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ ‘เมือง’ ที่พวกเขาเลือกอยู่นั่นไงครับ แอตแลนตา, พอร์ตแลนด์ หรือซีแอตเทิล เหล่านี้ล้วนเป็นเมืองที่ถูกมองว่า ‘ก้าวหน้า’ ในทางความคิดและทางสังคมอย่างมาก เพราะฉะนั้น ในแง่หนึ่งจึงมีผู้วิจารณ์ว่า เพราะความ ‘ก้าวหน้า’ และ ‘เปิดกว้าง’ นี้เอง ที่ทำให้สังคมเมืองเหล่านี้สามารถ ‘โอบรับ’ ผู้คนที่ถูกมองว่า ‘ประหลาด’ ได้โดยไม่ขัดเขิน และที่จริงก็ไม่ใช่แค่กี๊กหรือฮิปสเตอร์เท่านั้น แต่รวมไปถึงคนกลุ่มอื่นๆ ที่เคยถูกมองว่าเป็น ‘คนประหลาด’ อีกมากมายด้วย

อย่างไรก็ตาม ถ้ามองในแง่ของเนิร์ดเอง เราจะพบว่ากว่าเนิร์ดจะกลายเป็นกลุ่มก้อนที่ผู้คน ‘มองเห็น’ และ ‘ยอมรับ’ ได้ ต้องมีการกระทำสองทาง ด้านหนึ่งคือเนิร์ดก็ต้องยืนยันตัวตนของตัวเอง ในอีกด้าน โลกก็เริ่มเปลี่ยนไป หันเหมา ‘เข้าทาง’ ของเนิร์ดเองด้วย ด้วยการเกิดขึ้นของคอมพิวเตอร์และซิลิคอนแวลลีย์ ซึ่งเป็นดินแดนที่บางคนบอกว่าเป็น ‘บ้านเกิดเมืองนอน’ ของเนิร์ด คือเหล่าเนิร์ดไปทำงานอยู่อาศัยที่นั่นกัน ก่อให้เกิดวัฒนธรรมใหม่ในแบบเนิร์ดขึ้นรวมถึงการเกิด ‘ฮีโร่’ แบบเนิร์ดๆ ขึ้นหลายต่อหลายคน กระแสเนิร์ดจึงได้รับการยอมรับมากขึ้นเรื่อยๆ

ในปี 1984 เคยมีหนังเรื่อง Revenge of the Nerds ออกฉาย ว่ากันว่าหนังเรื่องนี้เป็นแรงบันดาลใจส่วนหนึ่งที่ก่อให้เกิดกระแสที่เรียกว่า Nerd Pride หรือ ‘ภูมิใจที่เป็นเนิร์ด’ ขึ้นมาในยุคเก้าศูนย์ โดยมีผู้วิเคราะห์ว่า การที่กระแส Nerd Pride เกิดขึ้นได้นั้น เป็นเพราะมี Gay Pride หรือ Queer Pride เกิดขึ้นก่อน เป็นการปูทางให้ Nerd Pride เกิดตามมา เพราะขนาดเรื่องตัวตนทางเพศที่เป็นเรื่องใหญ่กว่ายังทำให้คนยอมรับได้ ทำไมความเป็นเนิร์ดจึงจะทำให้คนยอมรับและภาคภูมิใจในตัวเองไม่ได้เล่า

ด้วยเหตุนี้ ความเป็นเนิร์ดจึงค่อยๆ เติบโตขึ้นมาในลักษณะที่คล้ายๆ กับเกย์หรือเควียร์ คือเกิดกระแส ‘เปิดตัวว่าเป็นเนิร์ด’ ขึ้นมา เช่น ไบรอัน แคพแลน ศาสตราจารย์เศรษฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยจอร์จ เมสัน ลุกขึ้นมาบอกสังคมว่าเขาคือ ‘เนิร์ดที่เปิดตัว’ (An Openly Nerdy Man) เป็นต้น ประกอบกับเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าขึ้น ทำให้เนิร์ดผู้ชอบเก็บตัว (โปรดสังเกตว่าตรงนี้ก็เหมารวมนะครับ) สามารถติดต่อสื่อสารกับคนอื่นๆ ได้ผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์กทั้งหลาย เนิร์ดจึงสามารถ ‘แสดงตัว’ ได้โดยไม่ต้องเอาตัวออกมาแสดง ซึ่งตรงนี้แตกต่างจากฮิปสเตอร์ในแบบสวนทางกลับด้านกัน นั่นคือฮิปสเตอร์อยาก ‘แสดงตัว’ อยู่แล้ว ผ่านทางการแต่งตัวหรือการใช้ชีวิต แต่ปรากฏว่า คนในกระแสหลักกลับมองว่าฮิปสเตอร์เป็นพวกไม่มีอะไรอยู่ในหัวมากนัก ได้แต่เก๋ไก๋ไปวันๆ แต่เมื่อมีเทคโนโลยีการสื่อสารอยู่ในมือ ฮิปสเตอร์ก็สามารถทำให้คนอื่นๆ เห็นได้ด้วยเช่นกันว่าพวกเขามี ‘วาระ’ (Agenda) อะไรบ้างซ่อนอยู่หลังไลฟ์สไตล์ของตน

เมื่อเป็นอย่างนี้ คนสองกลุ่มจึงค่อยๆ ‘กลายกลืน’ เข้ามาหากัน แต่การกลายกลืนเข้ามาหากันนี้ไม่ได้แปลว่าคนสองกลุ่มนี้จะต้องเปลี่ยนตัวเองให้เหมือนกันหรอกนะครับ ในความเป็นจริงก็คือมีทั้งที่เปลี่ยนและไม่เปลี่ยน บางคนบอกว่าต้องใช้คำว่า ‘ผสมผสาน’ หรือ Mixed กันมากกว่า ก่อให้เกิดเป็น Mingled Society หรือสังคมที่คนที่ไม่เหมือนกันหรือไม่เคยรู้จักกันมาก่อนได้มามีปฏิสัมพันธ์กัน เรียนรู้ ยอมรับ และอดทนซึ่งกันและกัน ซึ่งเป็นลักษณะของสังคมที่ก้าวหน้าและเป็นประชาธิปไตย

ถ้ามองดูเมืองที่ถูกจัดอันดับให้เป็นแหล่งรวมเนิร์ด เราจะเห็นว่าเมืองเหล่านี้ก็เป็นแหล่งรวมของฮิปสเตอร์ เควียร์ และคนอื่นๆ ด้วยเหมือนกัน ดังนั้น จากจุดกำเนิดของความ ‘ประหลาด’ ถึงขั้นถูกจับตัวไปเก็บไว้ในสวนสัตว์ ที่สุดแล้วกลุ่มคนเหล่านี้ก็สามารถอยู่ ‘ที่นี่’ และทุกหนทุกแห่งได้ โดยมีศักดิ์และสิทธิเสมอกันกับคนอื่นๆ ที่คิดว่าตัวเองเป็นคนดีกระแสหลักเช่นกัน

นี่คือความงามของการยอมรับความแตกต่างหลากหลาย ซึ่งนับวันก็จะยิ่งแผ่ขยายกว้างขึ้นไปเรื่อยๆ

แล้วใครจะปฏิเสธได้ล่ะครับ-ว่านี่ไม่ใช่โลกแห่งอนาคตที่พึงเป็น!

เรื่องอื่นๆในหมวดนี้






b11e2f9390f1cc619597fccfe938f52d