Trump Drive Effect

ชัยชนะในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาของ โดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา หลังจากได้รับคะแนนเสียงจากคณะผู้เลือกตั้งในสหรัฐฯ เกิน 270 เสียง และกลายเป็นผู้ได้รับเลือกให้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนที่ 45 นับเป็นเหตุการณ์สำคัญที่สั่นสะเทือนโลอย่างรุนแรงอีกครั้งหนึ่ง โดยเฉพาะกับประเทศต่างๆที่ต้องหันมาขบคิดพิจารณาว่าประเทศของตนควรจะมีท่าทีและทางเลือกอย่างไรต่อนโยบายสหรัฐฯ สุดโต่งในยุคของทรัมป์ ไม่ว่าจะเป็น จีน รัสเซีย ยุโรป หรือแม้แต่ประเทศไทย

What’s Next Trump Drive?

เหตุผลที่ทำให้หลายคนจับตาท่าทีของทรัมป์ ส่วนหนึ่งมาจากวลีที่มักจะชอบเอ่ยเสมอว่า “อเมริกาต้องมาก่อน” ซึ่งถ่ายทอดออกมาเป็นนโยบายหาเสียงเชิง Aggressive ทั้งในเรื่องของเศรษฐกิจและเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในบางส่วน จนอาจจะก่อเป็นชนวนให้เกิดสงครามการค้า รวมถึงความขัดแย้งทางอารยธรรมระหว่างโลกมุสลิมกับตะวันตก เป็นผลเสียต่อภาวะสันติภาพในยุโรปและคาบสมุทรเกาหลี ซึ่งทรรศนะแบบอำนาจนิยมของทรัมป์ อาจบั่นทอนความเชื่อในเรื่องประชาธิปไตยเสรี รวมทั้งระเบียบโลก ที่อเมริกาในฐานะมหาอำนาจเป็นคนสร้าง และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ที่ตั้งอยู่บนกฎกติกาและข้อตกลงนานาชาติ ตัวอย่างที่เห็นชัดเจนก็คือ ข้อตกลงการค้าที่รัฐบาลโอบามาได้พยายามเจรจาให้เกิดขึ้น คงจะถูกยกเลิกกันไป เช่น ข้อตกลง Trans-Pacific Partnership (TPP) กับ 11 ประเทศในแถบแปซิฟิก และข้อตกลง Transatlantic Trade and Investment Partnership (TTIP) กับสหภาพยุโรป นอกจากนี้ทรัมป์ยังกล่าวว่าจะเจรจาใหม่กับแคนาดาและเม็กซิโก เรื่อง ข้อตกลงการค้า NAFTA เพิ่มภาษีนำเข้าสินค้าจากจีน และยังเคยพูดเรื่องการถอนตัวของสหรัฐฯ จากองค์การค้าโลก WTO อีกด้วย

คราวนี้หากโฟกัสที่ภาพภายหลังทรัมป์ชนะการเลือกตั้ง เชื่อว่าหลายคนอาจจะอยากทราบว่าอะไรที่จะเห็นเป็นรูปธรรมและอะไรที่จะส่งผลกระทบต่อภาพรวมของโลกใบนี้บ้าง ซึ่งเรื่องนี้ ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง วิเคราะห์ได้อย่างน่าสนใจว่า “หากมองในส่วนของเศรษฐกิจ เราจะเห็นได้ว่าหลังจากที่ทรัมป์ได้รับเลือกตั้งใหม่ๆ กระดานหุ้นในสหรัฐฯ ตกกันแรงมาก แต่พออีกไม่กี่วันต่อมาแรงของตลาดหุ้นก็กลับมาดีดขึ้น จนมาถึงทุกวันนี้ดาวโจนส์ก็กำลังขึ้นมาเป็นประวัติศาสตร์แตะกันถึงหลัก 20,000 จุด ที่เป็นแบบนี้ ส่วนสำคัญมาจากการกระตุ้นเศรษฐกิจตามที่เขาหาเสียงไว้ เช่น การลดภาษีเงินได้นิติบุคคล ซึ่งเข้าใจว่าจะลดจาก 35% เหลือ 15% 

นอกจากนี้ยังมีแผนกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการลงทุนในสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ของประเทศถึง 1 ล้านล้านยูเอสดอลลาร์ ซึ่งปัจจัยหลักๆ 2 ตัวนี้ทำให้คนอเมริกันรู้สึกถึงสัญญาณด้านเศรษฐกิจอันดีในอเมริกาช่วง 1-2 ปีนี้ โดย GDP อาจจะเติบโตได้ถึง 2.3-2.4 และสิ่งที่ตามมาก็คือเงินเฟ้อจะสูงขึ้น คาดว่าจะสูงเกิน 2% ส่งผลให้ราคา Commodity Asset ก็จะขึ้นตาม และสิ่งที่จะตามมา ก็คือเกิดการผันผวนในตลาดหุ้น เพราะว่าภาพเหล่านี้จะส่งผลให้ค่าเงินยูเอสดอลลาร์สูงขึ้น พอค่าเงินดอลลาร์สูง ก็มีการขายพวกสินทรัพย์ของประเทศกำลังพัฒนาเพื่อวิ่งไปซื้อของในสกุลดอลลาร์ ผลก็คือราคาหุ้นตก 

ไม่เพียงเท่านี้ อัตราการแลกเปลี่ยนเงินก็จะมีความผันผวนตาม เมื่อดอลลาร์แข็งขึ้น ราคาหยวนก็อ่อนตัวลง เพราะฉะนั้นในกรณีนี้ก็จะส่งผลให้เกิดการผันผวนในเรื่อง อัตราแลกเปลี่ยนทางด้านของพันธบัตร ผลตอบแทนก็พุ่งขึ้น แล้วก็มีการคาดการณ์ว่าอัตราของดอกเบี้ยจะต้องสูงขึ้นด้วย

ในด้านการส่งออก เป็นอีกประเด็นที่หลายคนสนใจในช่วง 5-10 ปีต่อจากนี้ ผมเชื่อว่าสหรัฐฯ จะดำเนินกิจการทางการค้ากับนานาประเทศมากขึ้น แม้จะเคยหาเสียงประเด็นหนึ่งที่ดุเดือด เช่น การขึ้นภาษีนำเข้ากับสินค้าของจีน 45% แต่ผมเชื่อว่าเขาไม่ทำตามที่พูดแน่นอน เพราะถ้าทรัมป์ทตามที่เขาพูดในข้อนี้หรือการขึ้นภาษีนำเข้าของจีน 45% อเมริกาก็จะพัง เพราะจีนจะตอบโต้ทางการค้าทันทีพอตอบโต้ ทฤษฎีตามเกมส์จะเป็นในลักษณะของการพังทั้งคู่ 

เรื่องนี้เคยมีนักการเงินได้มีการวิเคราะห์ไว้ว่า ทุกๆ 15% ที่อเมริกาขึ้นภาษีนำเข้าจากจีน จะทำให้อัตราการเติบโตของจีนลดลง 1% ถ้า 45 ก็เท่ากับลดลง 3% นั่นหมายความว่า ทุกวันนี้จีนขยายตัว 6.7, 6.8 ถ้าเกิดทรัมป์ทำเรื่องนี้จริง จีนก็จะเหลือ 3.8 นั่นเท่ากับเศรษฐกิจทั่วโลกอาจจะพังกันหมด เพราะทุกๆ 1% ของการเติบโตที่จีนลดลง ย่อมส่งผลกระทบต่อประเทศต่างๆ โดยเฉพาะหากมองประเทศไทยจะลดลง 0.5% ต่อทุก 1% ของ GDP จีนเลยทีเดียว 

ดังนั้นหากจีนได้รับผลกระทบจากนโยบายของทรัมป์เมื่อไร เชื่อว่าสงครามการค้าจะระเบิดขึ้น และในที่สุดเศรษฐกิจโลกก็จะพังทั้งหมด เพราะฉะนั้นมันเป็นไปไม่ได้เลยที่ทรัมป์จะทำเช่นนั้น แต่สิ่งที่จะเป็นไปได้มากก็คือแนวโน้มในการกีดกันทางการค้าที่จะสูงขึ้น อเมริกาคงจะพยายามบีบจีนโดยอาจจะมีการกีดกันทางการค้าด้วยกลยุทธ์ต่างๆ เช่น กำแพงภาษีในบางกลุ่มสินค้าที่มีการแข่งขันตรงภายในประเทศของสหรัฐฯ หรือการบีบให้จีนมีการควบคุมสินค้าส่งออกบางกลุ่ม เป็นต้น ซึ่งตรงนี้น่าจะเป็นภาพของทรัมป์ในระยะแรกกับการกระเทือนโลก”

ท่าทีไทย-อาเซียนในยุค Trump Drive 

คราวนี้ถ้าลองขยับภาพของ Trump Drive กับประเทศไทยและอาเซียนดูบ้าง ทางด้าน ผศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย  ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย วิเคราะห์ว่า “ผมเชื่อว่าสหรัฐฯ ภายใต้ทรัมป์จะต้องควบคุมสินค้านำเข้าไม่ให้เข้าง่ายนัก อาจจะมีกำแพงภาษีเล็กๆ ซึ่งต้องดูว่าจะกระเทือนกับไทยแค่ไหน แต่เชื่อว่าสหรัฐฯคงไม่พุ่งเป้ามากีดกันไทย แถมภาพต่อจากนี้อาจจะเห็นสหรัฐฯ เริ่มเป็นมิตรกับอาเซียนมากขึ้น ด้วยการเพิ่มความแข็งแกร่งกับมิตรเดิมอย่างญี่ปุ่น ซึ่งการที่สหรัฐฯ จะเข้ามาอาเซียนได้จำเป็นต้องได้ญี่ปุ่นเป็นตัวปูทาง เพราะว่าญี่ปุ่นเด่นในอาเซียนและครองฐานเศรษฐกิจในอาเซียนมานาน 

คำถามคือแล้วจีนไม่น่าสนใจหรือ?

จริงๆ แล้วจีนก็อยากจะเข้ามาในอาเซียน แต่เวลาที่จีนกับญี่ปุ่นเข้ามาในประเทศอาเซียนจะมีวัตถุประสงค์ที่ต่างกัน ญี่ปุ่นเข้ามาในอาเซียนในลักษณะของการสร้างฐานโรงงานและพัฒนาตลาด แต่จีนเข้ามาแล้วแย่ง มีการทำธุรกิจแข่งอย่างชัดเจน และนั่นก็จะทำให้สหรัฐฯ สอดแทรกเข้ามาในขุมทองแห่งนี้ เพราะปัจจุบันประเทศเพื่อนบ้านของเราไม่ว่าจะเป็น ลาว หรือเมียนมา มักจะกังวลเรื่องการเข้ามาของจีน เพราะเมื่อเข้ามาแล้วจีนจะกินรวบในเรื่องของธุรกิจ  

ดังนั้นหากสหรัฐฯ มองข้ามหรือคิดจะมีปัญหากับประเทศไทยและประเทศในอาเซียน ก็คงไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก เพราะอย่างที่บอกไปว่าสหรัฐฯ มีสัมพันธ์อันดีกับญี่ปุ่นและญี่ปุ่นก็มีสัมพันธ์อันดีกับอาเซียน ยิ่งสมัยก่อนสหรัฐฯ ก็มีฐานเดิมและคุ้นเคยมากที่สุดก็คือฟิลิปปินส์ แต่ตัวประธานาธิบดีฟิลิปปินส์กลับมามีปัญหากับสหรัฐฯ ซึ่งนั่นก็ยิ่งต้องแสวงหาประเทศพันธมิตรทางธุรกิจให้มากขึ้น และหนึ่งในนั้นก็คือประเทศไทย เพราะถึงแม้จะมีข่าวระหองระแหงกันในเชิงของความมั่นคงและการค้าบ้าง แต่ก็ไม่ได้หนักหนาขนาดพูดคุยกันไม่ได้ และยิ่งนโยบายของทรัมป์จะมุ่งไปที่การทำให้เศรษฐกิจของสหรัฐฯ โตด้วยแล้ว ก็จะส่งผลต่อคู่พันธมิตรอย่างญี่ปุ่นให้โตตาม และไทยที่เดิมก็มีฐานการส่งสินค้าไปยังญี่ปุ่น และส่งต่อผ่านไปยังสหรัฐฯ ก็จะได้ผลดี รวมถึงอาเซียนด้วย 

ผมเชื่อว่าภาพโดยรวม น่าจะมาในทิศทางนี้ แต่อย่างไรก็ตามไทยเองก็จะต้องประคองสถานการณ์ คือไม่ต้องรักสหรัฐฯ มากเกินไป เพราะต้องรู้จักเป็นแฟนจีน กิ๊กสหรัฐฯ เหล่ตาไปที่ญี่ปุ่น ภาพต้องเป็นแบบนี้ เพราะธุรกิจส่วนใหญ่ในบ้านเราเป็นธุรกิจด้านการผลิต การบริการ การท่องเที่ยว ฉะนั้นเชื่อว่าสหรัฐฯ จะมองอาเซียนเป็นอนาคตของโลกเศรษฐกิจยุคใหม่ จากนั้นก็จะขยับไปฟากแอฟริกาต่อไป

มองทรัมป์จากมุมไทย

ทั้งนี้ ดร.สมชาย มองว่า “ประเทศไทยจำเป็นต้องวางตัวอยู่ตรงกลาง ถ้าอเมริกามีท่าทีที่เริ่มไม่เป็นมิตร ก็ไปอยู่กับจีนหรือรัสเซีย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าไปอยู่เต็มตัว และต้องไม่ทำตัวเหมือนกับ ดูเตอร์เต ผู้นำของฟิลิปปินส์ ที่เปิดฉากในแง่การวิพากษ์วิจารณ์สหรัฐฯ เพราะมีแต่ผลลบต่อภาคเศรษฐกิจ เนื่องจากในแง่ของการเมืองผมก็คิดว่าโลกน่าจะมีการเปลี่ยนแปลงในระดับหนึ่ง มันมีการปรับตัวตามกฎระเบียบ อิทธิพลของจีนขยายมากขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าอเมริกาจะถอย เพียงแต่ว่าเป็นลักษณะของการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์โดยร่วมมือในการเป็นพันธมิตรมากขึ้น จบบทบาทตำรวจโลกลงไปมากขึ้น”  

ขณะที่ ผศ.ดร.ธนวรรธน์ มองว่าหากสหรัฐฯ เศรษฐกิจดีขึ้น เพราะมีการกลับมาจ้างงานมากขึ้น การค้าขายกับประเทศต่างๆ เริ่มดีขึ้น คนของเขาก็จะรวยขึ้น ผลดีต่อเศรษฐกิจโลก ก็คือกำลังซื้อใหญ่ที่เคยซบเซาก็จะกลับมา และกลุ่มที่เป็นประเทศผู้ผลิตก็จะกลับมาคึกคัก ซึ่งนั่นก็รวมถึงไทยด้วย สินค้าประเภททีวี รถยนต์ ตู้เย็น สินค้าต่างๆ ไทยก็ได้อานิสงส์ในการส่งออกไป แล้วเราก็ยังได้อานิสงส์ในการส่งวัถตุดิบไปยังอาเซียน แล้วก็ญี่ปุ่น

สิ่งที่เราต้องโฟกัสคือการจับตามองทิศทางการฟื้นตัวของสื่อสหรัฐฯ ว่าธุรกิจกลุ่มไหนคือกลุ่มที่ตลาดในประเทศเขากำลังต้องการ แต่แน่นอนว่าสหรัฐฯ เองก็จะมีนโยบายในการปกป้องตลาดภายในอยู่ด้วย แต่มากแค่ไหนก็ต้องคอยติดตาม เพราะว่าทรัมป์ก็คงไม่ทำต่างจากประธานาธิบดีคนก่อนๆ เขาก็ต้องปกป้องธุรกิจภายใน ด้วยการวางนโยบายควบคุมในระดับที่เหมาะสม ถ้าเกิดสินค้าไทยโดดเด่นเกินเหตุก็จะมีองค์กรของสหรัฐอเมริกาไปฟ้องออกมาว่าสินค้าไทยถูกเกินไปให้ขึ้นภาษี ก็จะประมาณนี้ เราก็ต้องติดตามภาวะทางธุรกิจกันอยู่เสมอ จำเป็นต้องมีล็อบบียิสต์ จำเป็นต้องเข้าไปดูแลตลาดของเรา เข้าไปประคับประคองว่าเราจะเจอการฟ้องร้องอะไรหรือไม่ ช่วงเวลานี้จึงเป็นช่วงที่นักธุรกิจจำเป็นต้องติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด

อย่างไรก็ตาม ในแง่ธุรกิจของไทย ดร.สมชาย ยังได้ทิ้งท้ายอีกว่า “ถึงจะมีหรือไม่มีทรัมป์ เราก็ต้องใกล้ชิดกับจีนไว้เช่นกัน เพราะเราอยู่ในอนุภูมิภาคลำน้ำโขง มีภูมิศาสตร์ที่ติดกับจีน อีกด้านหนึ่งเรากับจีนก็มีความสัมพันธ์ในแง่ของอาเซียน +3 และ +6 ซึ่งเป็นแค่เขตการค้าเสรีเฉพาะสินค้า
ที่ครอบคลุม บริการ และเงินทุน นั่นหมายถึงเรายังต้องพึ่งพาจีนในด้านส่งออกและในด้านท่องเที่ยว และอื่นๆ ในอนาคต ฉะนั้นความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีนยังต้องมี ต่อให้จะมีทรัมป์หรือไม่มีทรัมป์เข้ามามีบทบาทก็ตาม”  

เรื่อง โชติ เวส 

GMBiZ VOL.8 NO.85 february 2017

 

เรื่องอื่นๆในหมวดนี้






b11e2f9390f1cc619597fccfe938f52d