4 ปัจจัยที่นักลงทุนต้องพิจารณาก่อนเลือกลงทุนในสตาร์ทอัพ

สตาร์ทอัพไทยแม้จะมีล้มหายตายจากไปบ้าง แต่ตรงกันข้าม สตาร์ทอัพก็มีเกิดใหม่ขึ้นทุกวันทั้งรุ่นเล็กรุ่นใหญ่ หลากหลายสาขา หลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็น PropTech, FinTech, HealthTech และอีกหลายๆ Tech แต่จำนวนสตาร์ทอัพที่เพิ่มมากขึ้นจะมีประโยชน์อะไรถ้านักลงทุนไม่เพิ่มตาม? 

ข่าวดีคือ หลังจากที่ได้มีโอกาสอยู่ในวงการสตาร์ทอัพนี้มา 3 ปีก็พบว่าจำนวนนักลงทุนมีเพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด มีนักลงทุนทั้งรายเล็ก รายย่อย รายใหญ่ทั้งระดับองค์กร และภาครัฐเข้ามาช่วยกันอย่างเต็มที่ ทำให้ระบบนิเวศของสตาร์ทอัพไทยสมบูรณ์และแข็งแรงเพิ่มขึ้นมาก 

อย่างไรก็ตาม สตาร์ทอัพไทยเองแม้จะมีไอเดีย ดี ใหม่ แหวกแนวมากมาย แต่น้อยรายจะได้รับความสนใจจากนักลงทุน น้อยรายจะได้เงินทุน น้อยรายจะผ่านเข้ารอบในรายการประกวดต่างๆ

...ทำไม? 

เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน ผมได้มีโอกาสไปบรรยายให้น้องๆ นักศึกษาที่กำลังจะจบใหม่ ผู้มีความคิดอยากจะออกมาเป็นสตาร์ทอัพ โดยเนื้อหาที่ให้ไปบรรยายนั้น น้องๆ อยากฟังเกี่ยวกับประสบการณ์การเป็นกรรมการในเวทีสตาร์ทอัพไทย และสิ่งที่คณะกรรมการและนักลงทุนมองหาจากสตาร์ทอัพที่ขึ้นมา Pitch บนเวที 

หลังจากที่ได้เตรียมการไม่นาน ก็ได้ข้อสรุป ‘ปัจจัยในการคัดเลือกสตาร์ทอัพน่าลงทุน’ มาฝากกัน4 ข้อพื้นฐานที่นักลงทุนทุกคนต้องดู ทั้งนี้เพื่อเป็นแนวทางสำหรับสตาร์ทอัพ ลองดูว่าถ้าผ่าน 4 ข้อพื้นฐานนี้ ก็มีโอกาสจะเข้ารอบต่อไปได้ 

  1. Market Opportunity โอกาสในการทำตลาด :โอกาสในการทำตลาด พูดง่ายๆ ก็คือ สินค้าของเราเป็นที่ต้องการในตลาดหรือไม่มีคู่แข่งเป็นใคร แล้ววิธีในการได้มาซึ่ง ‘รายได้’ คืออะไร คาดหวังกำไรเท่าไหร่? เอาเป็นว่าถ้าทำ Business Model Canvas ได้ ลงรายละเอียดได้ครบทุกช่อง เต็มทุกส่วนก็น่าจะพอเป็นช่องทางในการทำตลาดได้ สตาร์ทอัพหลายรายเต็มไปด้วยไอเดียดีๆความคิดเจ๋งๆ และ Passion ที่เต็มเปี่ยม แต่พอถามว่าจะหารายได้ได้อย่างไร ทุกคนกลับเงียบ หรือถ้าคิดไม่ออกจริงๆ ก็มักจะหาทางออกง่ายๆ คือ ‘หารายได้จากสปอนเซอร์’ ซึ่งถ้าใครเคยหาสปอนเซอร์ก็จะทราบว่าการหาสปอนเซอร์นั้นไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด 

  2. Traction  จำนวนผู้ใช้งาน : จำนวนผู้ใช้งานคือสิ่งสำคัญมากตัวหนึ่งในการตัดสินใจเลือกลงทุนในตัวสตาร์ทอัพ เพราะจำนวนผู้ใช้งานเป็นตัวบ่งบอกว่าธุรกิจของเราเป็นที่ต้องการ มีคนอยากใช้ และมีคน ‘ใช้จริง’  เป็นธรรมดาที่สตาร์ทอัพจะเกิดมาพร้อมกับความคิดและไอเดียที่บอกว่า “Product ของฉันดีที่สุด และสุดยอดไม่เหมือนใคร” พอถามว่าได้ลองไปทำ Research มาว่าเป็นที่ต้องการหรือไม่ มีคนอยากใช้ไหม? ทุกคนจะตอบเหมือนกันว่า “ไปถามเพื่อนมาแล้ว เพื่อนบอกว่าอยากใช้” ...เพื่อนบอกว่า ‘อยากใช้’ ไม่ได้แปลว่าเพื่อนจะ ‘ใช้จริง’ ดังนั้นการที่มีคนใช้งานจริงให้เห็นเป็นตัวเลขที่ชัดเจน ไม่ว่าจะมีคนใช้งานเป็นหลักร้อย พัน หมื่น หรือแสน เหล่านี้เป็นตัวเลขสำคัญที่ทำให้นักลงทุนเห็นว่าสตาร์ทอัพรายนี้เดินทางถูกทางและเป็นที่ต้องการของตลาด 

  3. Teamwork   ทีมงาน : สตาร์ทอัพที่น่าลงทุน ไม่ใช่เป็นแค่สตาร์ทอัพที่สินค้าและไอเดียดี แต่ต้องเป็นสตาร์ทอัพที่มีทีมงานที่ดี มีผู้นำที่ดีด้วย ครั้งหนึ่งของการเป็นกรรมการ มีสตาร์ทอัพรายหนึ่งเข้ามา Pitch งานพร้อมกันทั้งทีม4-5 คน และในช่วงถาม-ตอบ ตัว Pitcher หรือคนที่ทำหน้าที่พรีเซนต์ถูกยิงคำถามหนักๆ หลายคำถามที่ทำให้ไม่สามารถตอบได้ชัดเจน แล้วทันใดนั้น จู่ๆ ทีมงานอีกคนก็รีบเข้ามาแย่งไมค์แล้วบอกว่า “ความจริงผมก็ไม่เห็นด้วยกับไอเดียนี้ แต่มีอีกไอเดียหนึ่งของผมเองที่อยากนำเสนอ”

    ...ตกรอบแน่นอนครับแบบนี้... ทีมแตกตั้งแต่ยังไม่เริ่ม

    จึงไม่สำคัญหรอกว่าคุณจะเดินทางไปไหน จะขึ้นเหนือหรือลงใต้ แต่ถ้าคุณเป็นรถยนต์แล้วยังทำให้ล้อทั้ง 4 วิ่งด้วยความเร็วเดียวกันไม่ได้ โอกาสที่จะไปถึงจุดหมายก็คงจะยาก หรืออาจจะเป็นไปไม่ได้เลย 

    ในทางตรงกันข้าม หลายครั้งที่สตาร์ทอัพผ่านเข้ารอบทั้งๆ ที่ไอเดียไม่ได้ดีเลิศอะไรแต่กรรมการและนักลงทุนชอบวิสัยทัศน์ชอบความคิดและมุมมองของทีม ที่เชื่อว่าน่าจะสามารถเชิญไปต่อยอดอย่างอื่นได้ 

  4. Investor Fit ความเหมาะสมกับตัวนักลงทุน : แน่นอนว่าถ้านักลงทุนเป็นองค์กรที่ทำเกี่ยวกับสายการเงิน โอกาสที่อยากจะลงทุนในสตาร์ทอัพที่เป็น FinTech ก็มีมากกว่าสตาร์ทอัพสายเกษตร 

    อย่างไรก็ตาม นักลงทุนหลายรายไม่ได้มองแค่ความเหมาะสม แต่มองที่ความคิดของทีมสตาร์ทอัพด้วยว่ามีใจที่เปิดรับใน ความคิดเห็นของนักลงทุนมากน้อยขนาดไหน หรือถ้าอยากปรับเปลี่ยนไอเดียการทำธุรกิจ เขาจะสามารถทำงานร่วมกับสตาร์ทอัพทีมเหล่านี้ได้หรือไม่? เพราะสุดท้ายแล้วสตาร์ทอัพที่ได้รับการลงทุน ไม่ใช่เพียงแค่จะได้แต่เงินไปใช้เท่านั้น แต่ยังมีเงื่อนไขอื่นๆ พ่วงมาอีกด้วย เช่น การทำงานร่วมกับนักลงทุน ดังนั้นการเป็นคน ‘เปิดรับในความคิดเห็น’ จึงเป็นอีกสิ่งสำคัญที่นักลงทุนพิจารณา 

ทั้งหมดนี้เป็น 4 ปัจจัยพื้นฐานที่นักลงทุน และคณะกรรมการทุกคนจำเป็นต้องพิจารณา ส่วนจะมีเพิ่มมากกว่านี้หรือไม่ และมีปัจจัยอะไรอีกนั้น คงต้องขึ้นอยู่กับคณะกรรมการแต่ละท่าน ดังนั้นหากต้องการผ่านด่านแรกในการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการ หรือได้รับเงินลงทุนสตาร์ทอัพควรจะต้องตอบ 4 คำถามนี้ให้ได้อย่างชัดเจนที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

 

เรื่องอื่นๆในหมวดนี้






b11e2f9390f1cc619597fccfe938f52d