รศ.ดร.สิงห์ อินทรชูโต

ในยุคไทยแลนด์ 4.0 รัฐบาลส่งเสริมธุรกิจและอุตสาหกรรมไทยให้นำความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาเป็นปัจจัยขับเคลื่อนสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่ง ‘ความยั่งยืน’ จะเกิดขึ้นได้นั้นต้องคำนึงถึงความสมดุลระหว่างความต้องการของมนุษย์และคุณภาพการดำรงชีวิต

“ผมเป็นนักวิจัยที่เน้นเรื่องนวัตกรรมเป็นหลัก ตอนทำปริญญาเอกผมทำวิจัยที่เน้นเรื่อง Green Innovation ซึ่งผมคิดว่ามันคือ The Way of Future” รศ.ดร.สิงห์ อินทรชูโต ให้นิยามอย่างนั้น

  • Innovation คือสิ่งที่มีประโยชน์ สามารถใช้จริงได้ และมีความใหม่
  • Green คือการคำนึงถึงระบบนิเวศเป็นหลัก 

​เมื่อนำทั้งสองคำมารวมกัน จึงกลายเป็นการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ที่มีประโยชน์ต่อระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม

“เมื่อโรงงานผลิตสิ่งของก็จะเหลือเศษวัสดุ เหลือขยะตามกระบวนการผลิต ตอนนี้ผมช่วยโรงงานระดับเล็กและระดับกลางเอาขยะเหล่านั้นมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ พอพัฒนาเสร็จเขาก็จะได้มีเงินมาปรับปรุงเครื่องจักร พอมีผลิตภัณฑ์ออกมาเราก็ต้องขาย เราขายในประเทศไทยได้ตั้งแต่เมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา แต่ถ้าอยากจะส่งออกต่างประเทศ มีคำถามว่าแล้วจะรู้อย่างไรว่าเป็นของดี ผ่านมาตรฐานการใช้งาน เราก็เลยทำฉลากเขียวขึ้นมาอันหนึ่งเรียกว่า Upcycle Carbon Footprint”

โครงการดังกล่าวมีคณะผู้เชี่ยวชาญในโครงการให้คำปรึกษาและสนับสนุนผู้ประกอบการที่ต้องการดำเนินธุรกิจในตลาดผลิตภัณฑ์อีโค่ โดยการติดฉลากอัพไซเคิล คาร์บอน ฟุตพรินต์ซึ่งผลิตภัณฑ์นั้นๆ ต้องผ่านเกณฑ์ 5 ข้อ ได้แก่

  1. ต้องมีสัดส่วนเศษวัสดุต่อชิ้นงานอย่างน้อยร้อยละ 20 โดยน้ำหนักของวัสดุหรือผลิตภัณฑ์อัพไซเคิลรวม
  2. ต้องเลือกใช้เทคโนโลยีและกระบวนการอัพไซเคิลที่คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและก๊าซเรือนกระจก
  3. ต้องมีการควบคุมคุณภาพเพื่อให้มั่นใจว่าคุณภาพของวัสดุและผลิตภัณฑ์มีคุณภาพเทียบเท่าหรือดีกว่าเดิม เหมาะสมต่อการใช้งาน
  4. ต้องพัฒนาวัสดุหรือผลิตภัณฑ์อัพไซเคิล โดยใช้การออกแบบเชิงสร้างสรรค์สร้างคุณลักษณะที่แปลกใหม่ที่ผนวกความสวยงาม
  5. วัสดุหรือผลิตภัณฑ์อัพไซเคิล ต้องมีค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่หลีกเลี่ยงได้ (จากค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่หลีกเลี่ยงได้จากการฝังกลบเศษวัสดุที่ใช้ในวัสดุหรือผลิตภัณฑ์อัพไซเคิล รวมกับค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่หลีกเลี่ยงได้จากการผลิตวัสดุใหม่หากไม่นำเศษวัสดุมาใช้ในวัสดุหรือผลิตภัณฑ์อัพไซเคิล) มากกว่าค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากวัสดุหรือผลิตภัณฑ์อัพไซเคิลตลอดวัฏจักรชีวิต

“การทำฉลากจะมี 2 ส่วน ส่วนแรกคือคนที่ทำฉลากเพื่อช่วยในการส่งออกอีกส่วนหนึ่งต้องมีทีมพัฒนาของที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อเสิร์ฟกระบวนการทำฉลากเพื่อการส่งออก

ผมอยู่ในวงการนี้เหมือนผมจับจังหวะการเต้นของหัวใจเรื่องผลิตภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อมอยู่ จะรู้สึกเลยว่าดีไซเนอร์ที่ทำเรื่องนี้เริ่มถอยทั้งที่จริงแล้วตลาดโตขึ้นตลอดเวลา ผมเกิดข้อสงสัยว่าการที่เราทำฉลากขึ้นมาแต่ไม่มีคนไปเทรนคนที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อเข้าสู่ระบบตลาดได้ ตลาดก็จะไม่โตไปด้วย ตอนนี้ผมเลยมาลงแรงกับการพัฒนาส่วนซัพพลายเชน โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก”

ซึ่งการเทรนธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางให้เข้าสู่กระบวนการขอฉลากอัพไซเคิล คาร์บอน ฟุตพรินต์ มีความแตกต่างกันเพราะธุรกิจขนาดเล็กมักไม่เก็บข้อมูล จึงต้องสอนให้เขาเก็บข้อมูลการใช้ไฟฟ้า ใช้น้ำ หรือเรื่องการบำบัดน้ำเสีย ในขณะที่ธุรกิจขนาดกลางเก็บข้อมูลอยู่แล้ว อาจจะสามารถขอฉลากได้เลย

“ถ้าเขาต้องการฉลาก เขาต้องรู้เรื่องฉลากนั้นตั้งแต่ตอนออกแบบผลิตภัณฑ์ แต่ส่วนใหญ่ทำไม่ได้เพราะ หนึ่ง, ผลิตภัณฑ์นั้นมีอยู่แล้ว สอง, เขาไม่ชอบเก็บข้อมูลเพื่อการปรับ ซึ่งการทำฉลากต้องปรับปรุงบางอย่าง ถ้าเรามีข้อมูลอยู่เราอาจไม่ต้องปรับทั้งกระบวนการ อาจจะปรับแค่กระบวนการบำบัดน้ำ หรือปรับแค่เรื่องการใช้พลังงาน แต่ถ้าไม่เก็บข้อมูลเอาไว้อาจคิดว่าต้องปรับทั้งกระบวน เขาจะรู้สึกว่าเป็นเรื่องใหญ่”

รศ.ดร.สิงห์ แนะนำผู้ประกอบการที่อยากได้ฉลากอัพไซเคิล คาร์บอน ฟุตพรินต์ประการแรกต้องดูว่าซัพพลายเชนยาวพอไหม ซัพพลายเชนที่ยาวพอจะทำให้ทำฉลากแล้วคุ้ม ถ้าเป็นธุรกิจแฮนด์เมด หรืองานอาร์ตไม่ต้องขอฉลากนี้เพราะไม่ได้ขายตลาดใหญ่

สอง, ตลาดเป้าหมายคืออะไร

เก็บข้อมูลการใช้น้ำ การใช้ไฟ การใช้ทรัพยากรบุคคลเป็นอย่างไร 

เศษวัสดุที่ไม่ยากจะได้คะแนนน้อยกว่าเศษวัสดุที่ยาก ยากง่ายอยู่ที่ถ้าเป็นของเหลือจากโรงงานแก้ไขง่ายเพราะสะอาด แต่ถ้าเป็นของเหลือจากชุมชนหรือโรงพยาบาลยากมากจะได้คะแนนที่สูงขึ้น

“โครงการนี้จะไม่สำเร็จถ้าไม่มีคนมาสมัครขอฉลาก แต่ถ้าสำเร็จจะแสดงว่าอุตสาหกรรมของเมืองไทยมันมีความยั่งยืนแล้ว ที่โลกมันพังเพราะเรามองธุรกิจแบบว่าปลายปีนี้ได้กำไรเท่าไร ธุรกิจก็เลยอายุสั้นมาก เจ้านายตาย ธุรกิจก็ตายไปด้วย การทำธุรกิจให้ยั่งยืนต้องมองอย่างไรถึงจะได้กำไรจริงๆ และได้แบบระยะยาว”

เรื่องอื่นๆในหมวดนี้






b11e2f9390f1cc619597fccfe938f52d