ผศ.ดร. ต่อยศ ปาลเดชพงศ์ และ ดร.เต็มยศ ปาลเดชพงศ์
ก้าวแรกของเด็กๆ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ผู้ปกครองทุกคนต่างต้องให้ความสำคัญโดยเฉพาะการให้ความใส่ใจถึงสถานศึกษาแรกเริ่มที่สามารถมอบทั้งสภาพแวดล้อมแห่งการเรียนรู้ที่สร้างแรงบันดาลใจ และคอยใส่ใจช่วยเหลือให้พวกเขาสามารถพัฒนาทักษะและดึงศักยภาพต่างๆ ออกมาอย่างเต็มที่
 
เกือบ 40 ปี บนถนนสายการศึกษากลุ่มโรงเรียนเด่นหล้า คือสถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียงในระดับอนุบาลที่สามารถสร้างเด็กเล็กให้เก่งได้สมวัย โรงเรียนอนุบาลเด่นหล้า (เพชรเกษม) และ โรงเรียนเด่นหล้า พระราม 5 ได้กลายเป็นตัวเลือกลำดับแรกๆ ของผู้ปกครองที่ต้องการให้บุตรหลานของตนได้เริ่มต้นชีวิตแห่งการเรียนรู้อย่างมีคุณภาพ บนมาตรฐานของสภาพแวดล้อมทางการศึกษา และระบบการเรียนการสอนที่ช่วยพัฒนาเด็กๆ ได้ดีที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย 
 
ปัจจุบันโรงเรียนเด่นหล้าได้ข้ามผ่านมาถึง ผู้บริหารรุ่นที่ 2 ของตระกูล ‘ปาลเดชพงศ์’ โดยมี ผศ.ดร. ต่อยศ ปาลเดชพงศ์ และ ดร.เต็มยศ ปาลเดชพงศ์ ซึ่งวันนี้พวกเขาไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่การเป็นโรงเรียนในระดับอนุบาลอีกต่อไป แต่ได้ขยับตัวครั้งสำคัญ ด้วยการเปิดโรงเรียนนานาชาติที่คงความเป็นไทยภายใต้ชื่อ Denla British School หรือ DBS ซึ่งมีความพิเศษที่ทำให้ GMBiZ ต้องขอพูดคุยกับทั้ง 2 ท่าน
 
 
เริ่มต้นจากโฮมสคูล
 
เชื่อว่าหลายคนเข้าใจว่าโรงเรียนเด่นหล้าเป็นกลุ่มธุรกิจโรงเรียนตั้งแต่เริ่มแรก แต่เมื่อได้ทราบข้อมูลจาก ผศ. ดร.ต่อยศ และ ดร.เต็มยศ ก็ทำให้รู้ว่า เดิมทีโรงเรียนเด่นหล้าไม่ได้มีนัยในการสร้างธุรกิจเป็นหลัก
 
ผศ.ดร.ต่อยศ : “ย้อนไปเมื่อ 39 ปีที่แล้ว ตอนที่เราเปิดโรงเรียนเด่นหล้าขึ้นมา จริงๆ ก็ไม่ได้มาจากความตั้งใจในเชิงธุรกิจเลย แต่เนื่องจากครอบครัวของผมเป็นครอบครัวคนจีนที่มีความแปลกตรงรักลูกและหลานสาวอย่างมาก เพราะลูกๆ หลานๆ ส่วนใหญ่ในแต่ละฝั่งเป็นผู้ชายทั้งหมด และบังเอิญน้องคนที่สองของผมเป็นผู้หญิง ก็เลยได้รับการเอ็นดูอย่างมากจากครอบครัว และก็ตามธรรมชาติของพ่อแม่ ที่ผมเรียกว่าเห่อละกัน เมื่อเวลาที่จะต้องเข้าวัยเรียนอนุบาลก็เป็นห่วงทั้งการเดินทางและการตื่นนอนที่เช้าเกินไป ประจวบเหมาะกับครอบครัวเรามีที่ดินอยู่จำนวนหนึ่ง จึงคิดขึ้นมาว่าจะทำโรงเรียนบ้านหรือโฮมสคูลขึ้นมาในบริเวณถนนเพชรเกษมที่เป็นสาขาแรกของเราให้น้องสาวได้เรียน แต่ก็ยินดีให้คนที่สนใจเข้ามาเรียนด้วย โดยปีแรกที่เปิดมีจำนวน 3 ห้องเรียนมีเตรียมอนุบาล และอนุบาล 1-2 ทั้งโรงเรียนมีเด็ก 17 คนครูห้องละคน และตั้งใจว่าถ้าน้องสาวเรียนจบก็คงจะปิดตัวลง
 
“แต่ไปๆ มาๆ แทนที่จะได้ปิด กลายเป็นเราต้องเปิดต่อและขยายเพิ่มขึ้น เพราะมีคนในละแวกข้างเคียงสนใจมาก สาเหตุเพราะมันเป็นโรงเรียนของครอบครัวเราเอง คุณพ่อคุณแม่ของผมลงมาดูแลเอง คุณพ่อผมขับรถส่งนักเรียนด้วย เจ้าของมาขับรถเอง มาดูแลบริการต่างๆ ในโรงเรียนเอง คนในละแวกก็รู้สึกไว้ใจ และหลังจากนั้นก็กลายเป็นว่าเราปิดไม่ได้แล้วมารู้ตัวอีกทีเราก็พัฒนาโรงเรียนเด่นหล้าให้กลายเป็นโรงเรียนที่ดีมากแห่งหนึ่งไปแล้ว”
 
บ่มเพาะทักษะ ปูพื้นฐานสู่อนาคต 
 
จากความบังเอิญ จนมาถึงจุดที่ต้องต่อยอดธุรกิจออกไปอย่างจริงจัง ทำให้ครอบครัวปาลเดชพงศ์ มีความคิดที่จะสร้างโรงเรียนที่เป็นรากฐานให้แก่เด็ก ได้เรียนรู้ เข้าใจ และมีทักษะต่างๆ รอบด้านในเหตุและผลที่ควรจะเป็นอย่างเข้มข้น
 
ผศ.ดร.ต่อยศ : “ยกตัวอย่าง เมื่อเกือบ 30 ปีที่แล้ว (2534) เรามีแล็บคอมพิวเตอร์ (PC) มาให้เด็กได้ใช้เพื่อพัฒนาทักษะด้านต่างๆ เช่น การใช้งานเมาส์ คีย์บอร์ด การเข้าโปรแกรมพื้นฐาน รวมถึงเกมที่เสริมทักษะทางความคิดในการเรียนการสอน ซึ่งสมัยนั้นการใช้ PC เป็นเรื่องใหญ่มาก และมีราคาสูงมาก แต่เราก็ลงทุน รวมถึงยังมีการสอนว่ายน้ำในสระว่ายน้ำในร่ม 25 เมตร และกิจกรรมต่างๆ ที่เราคิดว่าเด็กควรจะต้องเป็น 
 
“ขณะเดียวกันเราก็ยังปูพื้นฐานเพื่อต่อยอดให้เด็กที่เข้ามาเรียนในเด่นหล้าสามารถเรียนต่อในสถาบันการศึกษาอื่นๆในแบบที่แทบจะการันตีได้อีกด้วย ถ้าถามว่าโรงเรียนอนุบาลไทยแห่งใดในปัจจุบันที่พาเด็กเข้าศึกษาในระดับชั้นประถมได้ตรงใจผู้ปกครองมากที่สุด ก็คือ โรงเรียนเด่นหล้า และนี่คือความน่าเชื่อถือในสิ่งที่เราสร้างขึ้น จนสุดท้ายพื้นที่ของสาขาเพชรเกษมก็ไม่เพียงพอต่อการรองรับจำนวนเด็กที่เข้ามาในแต่ละปี จนต้องขยายมาที่สาขาพระราม 5 เมื่อปี 2549”
 
 
จากความเชื่อมั่นสู่ฐานที่ตั้งใหม่
 
อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่า ย่างก้าวของเด่นหล้าไม่ได้มีเพียงเท่านี้ เพราะหลังจากอยู่ในถนนสายการศึกษาระดับอนุบาลมานาน วันนี้เด่นหล้ากำลังก้าวขึ้นไปเป็นตัวเลือกใหม่ด้านการศึกษาในระดับโรงเรียนนานาชาติที่ตอบสนองการศึกษาถึงระดับมัธยมปลาย โดยการนำโรงเรียนเอกชนของประเทศอังกฤษ (Independent School) มาเป็นต้นแบบ เพื่อเป้าหมายในการสร้างเด็กไทยให้กลายเป็นคนไทยที่มีความสามารถแข่งขันได้ในระดับนานาชาติ
 
ผศ.ดร.ต่อยศ : “ต้องยอมรับว่าในปัจจุบัน สิ่งที่ได้รับเสียงสะท้อนจากผู้ปกครองในสังคมไทย เกี่ยวกับระบบการศึกษาไทยคือความผิดหวังกับระบบการศึกษา เมื่อเปรียบ-เทียบกับประเทศในอาเซียนทั้งหมดก็มาเป็นลำดับท้ายๆทั้งๆ ที่มีงบประมาณมากที่สุดในอาเซียน แต่ผลสัมฤทธิ์กลับออกมาไม่ดี และนั่นทำให้ผู้ปกครองจำนวนมากไม่อยากให้ลูกๆ ต้องมาประสบปัญหาเหมือนกับยุคที่พวกเขาเจอ ไม่อยากให้มาอยู่ในระบบที่ต้องติวกันทั้งวัน หรือการต้องไปตามสอบในระบบมากมาย และก็ไม่รู้ว่าจบออกมาจะไปทำอะไรต่อพูดง่ายๆ คือ มีข่าวไม่ดีเกี่ยวกับระบบการศึกษาไทยเป็นระยะๆ ทำให้ผู้ปกครองขาดความเชื่อมั่นในระบบการศึกษาไทยแต่อีกนัยหนึ่งพวกเขาก็ไม่อยากให้ลูกๆ มาเรียนระบบนานาชาติทั่วไป เพราะผู้ปกครองก็อยากให้เด็กคงความเป็นไทยไว้ ไม่อยากให้เด็กกลายเป็นเด็กฝรั่งที่อาจจะดู Aggressive จนเกินกว่าสังคมไทยและวัฒนธรรมไทยจะรับได้”
 
ด้วยมุมมองของผู้ปกครองที่ไม่นิยมกับระบบการศึกษาไทย แต่ก็ไม่ได้ยอมรับกับระบบนานาชาติที่ทำให้ความเป็นไทยของเด็กหายไป จึงเป็นประเด็นสำคัญที่ทำให้วันนี้ DBSกลายเป็นคำตอบของโจทย์ที่ลงตัวที่สุด
 
ผศ.ดร.ต่อยศ : “เมื่อเราเข้าใจมุมมองผู้ปกครอง เราจึงวางแผนสร้างโรงเรียนนานาชาติที่มีระบบการเรียนการสอนที่ดีที่สุด แต่สามารถคงไว้ซึ่งบริบทของความเป็นไทย เช่นการให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมไทย ภาษาไทย มารยาทน้ำใจ และมุมมองความเป็นไทย ไปพร้อมๆ กับทำให้เด็กๆ สามารถนำองค์ความรู้ไปสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ให้กับอนาคตได้ ซึ่งก่อนที่เราจะเริ่มโครงการนี้ ต้องบอกว่าเราใช้เวลาในการวิจัยหาข้อมูลอยู่นานมาก เราเริ่มวางแผนตั้งแต่ปี 2553พอเกิดเหตุน้ำท่วม เราก็ชะลอไว้ และมาเริ่มฟื้นโครงการใหม่ประมาณปี 2557 และเริ่มเปิดปีนี้ เบ็ดเสร็จก็เท่ากับเราใช้เวลาร่วมๆ 7 ปีในการวางแผน ก่อสร้าง และเตรียมตัวทั้งหมด
“คำถามต่อมา คือ พอเราวางแผนแล้ว เราอยากจะทำโรงเรียนนานาชาติแบบไหน ถึงจะเหมาะสมกับเด็กไทยเพราะหลักสูตรนานาชาติที่ได้รับความนิยมสูงสุดในโลกมีอยู่3 หลักสูตร ได้แก่ หลักสูตรอังกฤษ  หลักสูตรอเมริกัน และหลักสูตร IB ซึ่งทั้ง 3 แนวทางมีข้อดีแตกต่างกันไป แต่เราเลือกหลักสูตรอังกฤษ และต้องเป็นอังกฤษในภาคเอกชนเท่านั้น”
 
“เด็กของเราไม่ได้เติบโตกว่าเด็กคนอื่นๆแต่ที่เด็กของเด่นหล้าโดดเด่นและเก่งเกิดจากการฝึกฝนที่เรามอบให้ และบนพื้นฐานของความพร้อมที่เด่นหล้าเตรียมไว้ให้กับเด็กทุกคน“ 
 
ทำไมต้องอังกฤษ แล้วอังกฤษแบบไหน?
 
ประเด็นนี้ ดร.เต็มยศ ได้เล่าให้ฟังอย่างน่าสนใจว่า“จริงๆ แล้วโรงเรียนในประเทศอังกฤษ ก็มีทั้งโรงเรียนรัฐบาล และโรงเรียนเอกชน ซึ่งถ้าเป็นโรงเรียนรัฐบาลก็จะเลิกบ่ายสองบ่ายสามโมงเหมือนโรงเรียนนานาชาติทั่วๆ ไปในเมืองไทย แต่ถ้าเป็นโรงเรียนเอกชน โดยเฉพาะถ้าเป็นระดับเด็กที่โตขึ้นหน่อย ก็จะมีการสร้างกิจกรรมเสริม (Co-Curricular Activities) เข้ามาในหลักสูตร มีชมรม กีฬา แสดงละคร ดนตรี และอีกมากมาย เราก็มองว่ารูปแบบโรงเรียนเอกชนของอังกฤษดูครบเครื่อง และสามารถพัฒนาเด็กได้เต็มศักยภาพ ได้ทั้งวิชาการ บวกกับกิจกรรมเสริมทักษะ เขาสามารถทำให้เด็กเรียนเก่ง เข้ามหาวิทยาลัยดีๆ ได้ แต่ในขณะเดียวกันก็เล่นกีฬาได้ดี เล่นดนตรีได้ มีความสนใจชัดเจน ประมาณนี้เลย
 
“สำหรับหลักสูตรแบบอเมริกัน ก็ดีเช่นกัน แต่เรื่องความเข้มข้นทางวิชาการจะน้อยกว่าอังกฤษหน่อย และอีกอย่างคือเน้นความเป็นตัวของตัวเองค่อนข้างสูง ซึ่งอาจจะเป็นข้อดีในบางมุม ลำดับต่อมาที่แตกต่างคือเรื่องมารยาทซึ่งหากเป็นหลักสูตรอังกฤษ ก็จะได้แบบแผนการศึกษาและวัฒนธรรมของประเทศอังกฤษมา ซึ่งใกล้เคียงกับวัฒนธรรมไทยมากกว่าหลักสูตรนานาชาติในแบบอเมริกัน 
 
“นอกจากนี้ ในโลกของหลักสูตรการศึกษาก็ยังมีการแบ่งเป็นอีก 2 ขั้วใหญ่ๆ ขั้วแรก คือ Content-Based หรือเน้นชัดๆ เลยว่าจบแต่ละปีต้องได้อะไร ส่วนขั้วที่สองคือ Skill-Based ตรงนี้จะตรงข้าม เพราะไม่สนใจว่าเด็กทุกคนจบมาแล้วจะต้องได้เหมือนกัน แต่จะสนใจในการพัฒนาเป็นรายบุคคลให้เก่งเฉพาะด้าน ซึ่งหลักสูตร IB จะเป็นแบบหลังหรือ Skill-Based มากกว่า ซึ่งการทำหลักสูตร IB ก็จะมีความลำบากตรงที่อิงกับระบบน้อย ครูจะต้องเก่งมาก และอยู่ยาว ถึงจะได้ผลดี”
 
ดร.เต็มยศ ปาลเดชพงศ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงเรียนเด่นหล้า พระราม 5 กรรมการบริหารโรงเรียนนานาชาติ Denla British School
 ทีนี้หลักสูตรอังกฤษแบบเอกชนอยู่ตรงไหน 
 
หลักสูตรอังกฤษแบบเอกชนจะอยู่ตรงกลางระหว่างContent-Based กับ Skill-Based แต่จะค่อนมาทาง Content- Based มากกว่า เพื่อให้ทุกระดับการศึกษาตั้งแต่อนุบาลขึ้นไปได้รับมาตรฐานเดียวกันกับเด็กนักเรียนที่เรียนหลักสูตรในประเทศอังกฤษและทั่วโลกด้วย โดยตัวระบบของหลักสูตรจะสร้างความเชื่อมต่อให้เด็กทุกคนมีสถานะมาตรฐานที่สามารถไปเรียนต่อที่ใดๆ ก็ตามทั่วโลก เพราะการพัฒนาที่ดีแก่เด็กจำเป็นต้องให้วิชาการไปพร้อมๆ กับการเสริมสร้างทักษะต่างๆ ในชีวิต ไม่ใช่แค่ด้านใดด้านหนึ่ง”
 
ผลลัพธ์อยู่ที่เวลา
 
ผศ.ดร.ต่อยศ :  “แน่นอนว่ามีหลายคนถามว่า แล้ว DBS จะทำให้เด็กที่เข้ามาเรียนต่างจากเด็กทั่วไปที่เรียนในระบบโรงเรียนของไทยหรือแม้แต่นานาชาติแค่ไหน ผมกล้าพูดเลยว่าต่างแน่นอน เพราะเราวางโพซิชันที่จะให้ DBS เหมือนกับโรงเรียนเอกชนที่มีคุณภาพในอังกฤษ อย่างเช่น วินเชสเตอร์ซึ่งนับเป็นโรงเรียนที่มีชื่อเสียงด้านวิชาการของอังกฤษที่สามารถสร้างเด็กให้มีความคิดสร้างสรรค์ กล้าแสดงออกไปได้พร้อมๆ กัน จริงๆ แล้วตัวโมเดลไม่ได้มีความมหัศจรรย์อะไรเลยนะ แต่เคล็ดลับและรายละเอียดของมันอยู่แค่ว่า‘ถ้าคุณอยากได้เยอะ ก็ต้องใช้เวลาเยอะ’ พูดง่ายๆ ก็คือโรงเรียนเอกชนดังๆ ในอังกฤษอย่าง อีตัน ชาร์เตอร์เฮาส์ หรือแม้แต่วินเชสเตอร์ที่ผมกล่าวมา เขาให้เด็กได้เรียนวิชาการ และทำกิจกรรมกันตั้งแต่ 8 โมงเช้าถึง 3 ทุ่ม (สำหรับเด็กระดับมัธยมปลาย) เด็กกลุ่มนี้จะได้เรียน ได้ทำกิจกรรม ทำการบ้านเล่นกีฬา ชมรม และอื่นๆ ทุกวัน 
 
“ทีนี้พอหันกลับมามองเด็กโรงเรียนนานาชาติของเราที่เรียน 8 โมง เลิกบ่ายสอง จะไปสู้เขาก็ยาก ผมบอกได้เลยว่าต่อให้ครูเก่งแค่ไหน ก็ทำไม่ได้ มันไม่มีคาถาอะไรพิเศษเลยเป็นเรื่องของการให้ความสำคัญกับเวลาล้วนๆ และต้องเป็นเวลาที่ใช้อย่างมีคุณค่าด้วย ซึ่งเด็กทุกคนจะได้สัมผัสกับประสบการณ์แบบที่โรงเรียนเอกชนอังกฤษได้รับ และนี่คือความแตกต่าง
 
“ดังนั้น เราจึงวางไว้ว่า DBS จะเลิกเรียนประมาณ 17.00 น. โดยเวลาที่เพิ่มขึ้นเป็นเวลาให้เด็กได้ทำกิจกรรมและเล่นกีฬาเราทำให้เป็นโมเดลแบบ Extended Day หรือการเพิ่มเวลาให้มากกว่าโรงเรียนทั่วไปกว่า 30% ซึ่งการที่เรามีเวลาให้เด็กได้เรียนได้ทำกิจกรรมมากขึ้น ก็ไม่รู้ว่าเด็กจะไม่เก่งขึ้นได้อย่างไร”
 
 
พลังของคนหนุ่มสาว
 
ผศ.ดร.ต่อยศ : “แน่นอนว่าพอพูดถึงคำว่า Extended Day หลายคนถามคำถามนี้ผมมาเยอะมาก มันเป็นความใหม่ในสังคมไทย โดยเฉพาะผู้ปกครอง ผมขอยกตัวอย่างระบบการศึกษาไทยง่ายๆ แค่เรื่องวิชาพลศึกษา ทุกวันนี้เด็กไทยเรียนกันกี่คาบหรือกี่ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ผมว่าน้อยมาก แล้วถามว่าคุณจะเล่นกีฬาให้เก่งได้ยังไง ผมเชื่อว่าไม่เก่งแน่นอน และต่อให้เก่งก็คงไม่ได้เก่งมาจากที่โรงเรียน แล้วทำไมไม่ทำให้เด็กเก่งตั้งแต่อยู่ในโรงเรียนล่ะ
 
“ทำไมเราต้องให้เด็กไปแสวงหาความรู้ เสริมทักษะต่างๆ นอกเวลาเรียน นอกโรงเรียน ทั้งๆ ที่ในเวลาเรียนเราสามารถทำให้เขาเก่งได้ อย่างกีฬา ในโรงเรียนไทยทำไมถึงไม่สามารถทำให้เด็กเก่งพอจะเป็นนักกีฬาทีมชาติได้ เพราะในโรงเรียนไม่ได้มีระบบที่จะทำให้เด็กก้าวไปถึงจุดนั้น เพราะเราเรียนพละแค่ 1-2 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ แล้วโอกาสของเด็กอยู่ตรงไหน
 
 “รู้ไหมว่านักกีฬาอาชีพหรือนักกีฬาทีมชาติอังกฤษจำนวนมากมาจากโรงเรียนเอกชน ไม่ได้มาจากโรงเรียนรัฐบาล เพราะเขามีเวลาฝึกและพัฒนาจากระบบการเรียนการสอนที่ผสมผสานทั้งวิชาการและกิจกรรมแบบเข้มข้น และเด็กกลุ่มนี้เจ๋งมาก คือเล่นกีฬาเก่ง แต่ก็ยังเรียนเก่งมากๆ ด้วย กลับกันพอมาดูบ้านเรา ถ้าเล่นกีฬาเก่ง การเรียนก็จะไม่ค่อยดี  อันนี้คือภาพรวมนะ และในอนาคตเราก็มองด้วยว่าเด็กที่ก้าวไปสู่สายกีฬาอาชีพ ก็สามารถพัฒนาและเติบโตจากที่นี่ได้ทันที”
 
ดร.เต็มยศ : “ฉะนั้น สิ่งที่เรากำลังจะบอกให้เห็นถึงภาพของ DBS คือเราได้นำหลักสูตรและระบบการเรียนการสอนบนพื้นฐานแบบ Content-Based เพื่อให้เด็กที่จบออกไปมีมาตรฐานระดับโลก พร้อมๆ ไปกับการส่งเสริมให้ทำกิจกรรมที่มีคุณภาพต่อการพัฒนาทักษะด้านต่างๆ ในชีวิตระหว่างช่วงเวลา 08.00-15.30 น. สำหรับเด็กอนุบาลและประถมต้น และ 08.00-17.00 น. สำหรับเด็กประถมปลายและมัธยมซึ่งในช่วงเวลานี้จะผสมผสานคาบเรียนด้านวิชาการและการให้ร่วมกิจกรรมชมรม กีฬา ดนตรี และกิจกรรมเพื่อสังคมเพื่อเพิ่มทักษะอื่นๆ 
 
“ผู้ปกครองเห็นด้วยมากกับรูปแบบการเรียนการสอนและช่วงเวลาแบบนี้ เพราะหากมองในมุมของผู้ปกครองแล้วทุกวันเขาต้องทำงาน 8 โมงเช้า เขาสามารถมาส่งลูกได้แต่พอเวลาเลิกเรียนบ่าย 2 ก็ต้องหาเวลามารับลูก ซึ่งเป็นภาระของผู้ปกครองส่วนใหญ่ แล้วรับไปทำอะไร รับไปเรียนพิเศษต่อหรือไม่ก็กลับบ้านดูทีวี เพื่ออะไร? ผมว่าเราต้องคิดเรื่องนี้กันให้มากๆ แต่กลับกัน การที่เราเลิกเรียน 17.00 น. เด็กอยู่ในการดูแลของเรา และเป็นการดูแลที่ไม่ได้สูญเปล่า แต่เขาได้เรียนรู้ทักษะอื่นๆ เพิ่มเติมนอกจากวิชาการไปแบบเต็มๆ 
 
“ตรงนี้น่าจะตอบคำถามได้ดีว่าเรื่อง Extended Dayมันเป็นอะไรที่ตอบโจทย์ได้หลายมิติ และช่วยสร้างระบบนิเวศใหม่ต่อระบบการศึกษาที่ดีได้อย่างมาก และสำหรับบางคนที่กังวลว่าแล้วเด็กจะเหน็ดเหนื่อยกับ Extended Day เกินไปไหมผมอยากให้เราเปิดใจมองธรรมชาติเด็กวัยนี้ เขารับเรื่องเหล่านี้ได้สบายมาก ซึ่งถามว่าเราคิดโมเดลนี้ขึ้นมาเองหรือเปล่าไม่ใช่เลย มันเป็นโมเดลที่ทางอังกฤษทำมานานแล้ว เพราะเด็กวัยนี้พลังเยอะ พลุ่งพล่าน ถ้าให้นอน เขาก็นอน แต่ถ้าไม่นอน เขาแทบจะอยู่กันได้ยันเช้าเลยก็มี”
 
 
ผศ.ดร.ต่อยศ ปาลเดชพงศ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลเด่นหล้า (เพชรเกษม) กรรมการบริหารโรงเรียนนานาชาติ Denla British School
 
 
“เราวางโพซิชันที่จะให้ DBS เหมือนกับโรงเรียนเอกชนที่มีคุณภาพในอังกฤษ อย่างเช่น วินเชสเตอร์ ซึ่งนับเป็นโรงเรียนที่มีชื่อเสียงด้านวิชาการของอังกฤษ ที่สามารถสร้างเด็กให้มีความคิดสร้างสรรค์กล้าแสดงออก ไปได้พร้อมๆ กัน”
 
ความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัด
 
ปัจจุบัน DBS ได้เปิดทำการเรียนการสอนมาได้ประมาณ 2 เดือน และจะเปิดปีการศึกษาจริงช่วงเดือนสิงหาคม 2560ซึ่งจากการสอบถามไปทางผู้ปกครองที่ได้ส่งบุตรหลานเข้ามาเรียนที่นี่ พบว่าบุตรหลานมีการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน 
 
ผศ.ดร.ต่อยศ : “ต้องยอมรับก่อนว่าผู้ปกครองส่วนใหญ่ที่ส่งบุตรหลานมาเรียนที่นี่คือคนไทย ซึ่งสอดคล้องกับสิ่งที่เราทำอยู่ ก็คือ เราไม่อยากให้ลูกของคุณเรียนไปแล้วกลายเป็นฝรั่ง แต่เราอยากให้สัก 2-3 ปีให้หลัง พวกเขากลายเป็น ‘คนไทยที่มีความเป็นสากล’ หรือกลายเป็น World Citizens หรือก็คือมีความเป็นไทย เรียนรู้และเท่าทันโลกในยุคปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงจากเทคโนโลยีและปัจจัยแวดล้อมต่างๆ”
 
ด้าน ดร. เต็มยศ ได้เสริมขึ้นมาว่า “ผมขอยกตัวอย่างผลตอบรับจากผู้ปกครองรายหนึ่งที่ให้บุตรหลานมาเรียนกับเรา เขาบอกว่าหลังจากได้เข้ามาเรียนในช่วงระยะเวลาประมาณ 7 สัปดาห์ ลูกของเขาเปลี่ยนไปมาก เพราะก่อนหน้านี้จะซนและไม่มีระเบียบวินัย ขนาดที่ว่าครูต่างชาติของเราเห็นธรรมชาติเด็กไทยที่มาเข้าเรียนในวันแรกแล้ว แทบกุมขมับเลยก็มี แต่พอผ่านไปในช่วง 7 สัปดาห์ สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ วินัยที่เกิดขึ้น ความเป็นระเบียบเรียบร้อย พอกินข้าวแล้วก็รู้จักเก็บเองเป็น ต่อคิวเป็น พูดภาษาอังกฤษดีขึ้น พูดคุยได้ฉะฉาน ร่างกายแข็งแรงขึ้น มีน้ำใจ และทำให้เด็กดูน่ารักขึ้นมากตรงนี้เป็นผลลัพธ์ที่เราการันตีได้ว่า เด็กทุกคนที่เข้ามาในรั้วของ DBS จะกลับไปเป็นคนที่ผู้ปกครองต้องการ เก่งขึ้นมีน้ำใจ มีความรับผิดชอบขึ้น และมีความเป็นสากล
 
“แน่นอนว่า นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของ DBS เท่านั้น และเราก็จะพยายามนำทุกนวัตกรรมด้านการเรียนการสอนที่สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่มาผสมผสานให้มากยิ่งขึ้น เพราะเราไม่รู้หรอกว่าอีก 10-20 ปีข้างหน้าทักษะไหนที่จะถูกใช้หรือถูกโละทิ้ง แต่อย่างน้อยเด็กของเราต้องมีไฟที่จะเรียนรู้ มีความพร้อมที่จะพัฒนา จนกลายเป็นDNA ของเด็ก เพราะผมเชื่อว่าความรู้ในอนาคตจะเกิดขึ้นในห้องเรียนไม่มีวันหมด ผมว่านี่เป็นสิ่งที่เราพยายามทำให้กับเด็กๆ ขณะเดียวกัน อีกหน้าที่ของ DBS ที่มุ่งมั่นอย่างมากคือ การปูพื้นฐานทางวิชาการให้นักเรียนสามารถสอบเข้าศึกษาต่อโรงเรียนมัธยมและมหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วโลก โดยเด็กของ DBS จะต้องมีความเชี่ยวชาญทั้งภาษาไทย อังกฤษและจีนด้วย” ผศ.ดร. ต่อยศ กล่าวทิ้งท้าย
 
 
จุดเด่นของ DBS
  • ใช้หลักสูตรของประเทศอังกฤษโดยเสริมด้านกิจกรรมและภาษา (อังกฤษ ไทย และจีน)
  • มุ่งเน้นความสำเร็จด้านวิชาการตามความถนัดของนักเรียนแต่ละคน
  • เน้นความเป็นผู้ประกอบการ โดยเฉพาะการค้นหาสิ่งที่นักเรียนรัก ความมั่นใจในตนเอง และความคิดสร้างสรรค์
  • มุ่งเน้นพัฒนาแก่นของความเป็นไทยไว้ในสายเลือด
FYI
  • DBS เปิดสอนตั้งแต่ระดับชั้น Early Year 1-Year 13  (นักเรียนอายุ 3-18 ปี) เปิดรับปีการศึกษานี้อยู่ที่ประมาณ 200 คน เป็นนักเรียนไทย 80% และเป็นนักเรียนนานาชาติ 20%
  • รองรับจำนวนนักเรียนได้ 1,500 คน
  • กว่า 50% ของพื้นที่กว่า 45 ไร่ ถูกพัฒนาให้พื้นที่กิจกรรม เช่น สนามฟุตบอลสนามบาสเกตบอล สนามเทนนิส สนามฟุตซอล ลู่วิ่ง สระว่ายน้ำ สนามซ้อมกอล์ฟ ห้องสตูดิโอโรงละคร และพื้นที่สำหรับกิจกรรมต่างๆ ซึ่งสามารถใช้ได้ทุกวัน 
  • ครู DBS เกือบทุกคนมาจากประเทศอังกฤษ และ 100% เป็นเจ้าของภาษาและมีประสบการณ์การสอนมาแล้วอย่างน้อย 2 ปี ค่าเฉลี่ยของประสบการณ์ครูที่ DBS เกิน 5 ปี

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : Admission Centre: 0 2666 1933
Website: www.dbsbangkok.ac.th
Facebook: www.facebook.com/DBSBangkok
Twitter: DBSBangkok 
Line: @DBSBangkok

 

เรื่องอื่นๆในหมวดนี้






b11e2f9390f1cc619597fccfe938f52d