บริษัท ไทยเบฟฯ แถลงผลประกอบการ และทิศทางธุรกิจภายใต้วิสัยทัศน์ 2020

บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) แถลงข่าวเปิดวิสัยทัศน์ผู้นำธุรกิจเครื่องดื่มครบวงจร ชี้แจงผลประกอบการ และผลการดำเนินงานช่วง 2  ปีแรก ภายใต้วิสัยทัศน์ 2020 และก้าวต่อไปอย่างมั่นคง และยั่งยืน นำโดยแม่ทัพใหญ่กลุ่มไทยเบฟฯนายฐาปน สิริวัฒนภักดี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่  นายประภากร  ทองเทพไพโรจน์    กรรมการผู้อำนวยการ กลุ่มธุรกิจสุรา        มร. เอ็ดมอนด์ เนียวคิมซูน  กรรมการผู้อำนวยการ กลุ่มธุรกิจเบียร์  มร. วิเวก ชาห์บรา กรรมการผู้อำนวยการ กลุ่มธุรกิจไม่มีแอล กอฮอลล์ประเทศไทย และกรรมการผู้จัดการ บริษัท เสริมสุข จำกัด (มหาชน)  นายโฆษิต  สุขสิงห์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ และผู้บริหารสูงสุด กลุ่มธุรกิจต่อเนื่อง  และ ดร. เอกพล ณ สงขลา รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ และผู้บริหารสูงสุด กลุ่มทรัพยากรบุคคล ณ ห้องบอลรูม สโมสรราชพฤกษ์

นายฐาปน สิริวัฒนภักดี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ กลุ่ม บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน)  เผยว่า “ไทยเบฟฯ มีเป้าหมายที่ชัดเจนใน 5 กลยุทธ์หลัก ตามวิสัยทัศน์ 2020 หรือแผนธุรกิจระยะ 6 ปี (2557-2563)  ที่ได้มีการประกาศไปเมื่อปี 2557  เพื่อดันยอดขาย และกำไรให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง และก้าวสู่การเป็นผู้นำเครื่องดื่มครบวงจรอย่างยั่งยืนในภูมิภาคอาเซียน คือ Growth การเติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ โดยไทยเบฟฯ วางเป้าหมายที่จะก้าวขึ้นเป็นบริษัทเครื่องดื่มที่ใหญ่ที่สุด และมีผลกำไรสูงสุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเราสามารถผลักดันการเติบโตทางธุรกิจ จากการใช้กลยุทธ์ในทุกๆ ด้าน รวมถึงการออกผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างต่อเนื่อง ทั้งจากกลุ่มสินค้าที่เรามีอยู่ ในด้านประสิทธิภาพของการบริหารจัดการ พันธมิตรคู่ค้าที่แข็งแกร่ง และความเข้าใจของโอกาสทางการตลาด Diversity ความหลากหลายของสินค้า ที่ตั้งเป้าการขยายตัวอย่างต่อเนื่องทุกกลุ่ม เช่น กลุ่มนอนแอลกอฮอล์ วันนี้เรามีโออิชิที่มียอดขายเป็นอันดับ 1 โดยในส่วนของกลุ่มแอลกอฮอล์ได้มีการเตรียมขยายตลาดเข้าไปในประเทศพม่า เวียดนาม และฟิลิปปินส์ นอกจากนี้ยังมีการขยายตลาดเพื่อต่อยอดธุรกิจด้านอาหารให้กว้าง และหลากหลายขึ้น โดยมี “ฟู้ด ออฟ เอเชีย” (Food of Asia : FOA) ที่ก่อตั้งขึ้นภายใต้การร่วมทุนกับกับ บริษัท Mei-Xin (International) Limited ในเครือ แม็กซิม กรุ๊ป  (Maxim’s Group) ผู้ประกอบการร้านอาหารที่ใหญ่ที่สุดในฮ่องกง ด้วยการนำแฟรนไชส์ “MX Cakes & Bakery” (เอ็มเอ็กซ์ เค้ก แอนด์ เบเกอรี่) ร้านเบเกอรี่อันดับ 1 ของฮ่องกง  มาเปิดที่ประเทศไทยเป็นครั้งแรกที่สยามพารากอน  Brand การมีตราสินค้าที่โดนใจ ถือเป็นหัวใจหลักของความสำเร็จทางธุรกิจ ที่ไทยเบฟฯ มุ่งเน้นในการพัฒนาตราสินค้าในกลุ่มให้มีความหลากหลาย และตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคทั้งด้าน คุณภาพ ฉลาก รสชาติ และราคา วันนี้ต้องบอกว่าสินค้าของเราทุกตัวมีการวางตำแหน่งทางการตลาดที่ชัดเจน ที่มีความเชื่อมโยงกันกับ Reach การกระจายสินค้าที่แข็งแกร่ง ไทยเบฟฯ ยังคงเดินหน้าขยายเครือข่ายการกระจายสินค้า ให้ครอบคลุมในประเทศ และประเทศหลักๆ พร้อมที่จะกระจายสินค้าให้เข้าถึงผู้บริโภคในตลาดเป้าหมายได้อย่างทั่วถึง 

ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการมีสินค้าที่หลากหลาย และส่งถึงมือผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยอีกหนึ่งหลักการที่เราให้ความสำคัญคือ การโฆษณาให้ถึงใจ ขายให้ถึงตัว เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญที่จะทำให้ประสบความสำเร็จกับพันธมิตรคู่ค้า  เห็นได้ว่าในปีนี้ เราได้มีการขยับขยาย และมีความเติบโตอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดมีการบุกตลาดโซดารอบใหม่ด้วยการเปิดตัวผลิตภัณฑ์โซดาใหม่ภายใต้แบรนด์ “ร็อค เมาเท็น” (Rock Mountain) เรามีการปรับตัว Blend 285 ในเรื่องของรูปแบบและการใช้ Innovation อย่างไรให้เหมาะสมกับตลาด ซึ่งวันนี้ Signature กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก   และสุดท้าย คือเรื่องของ Professionalism และความเป็นมืออาชีพ  ไทยเบฟฯ ยังคงมุ่งเน้นในส่วนของการสร้างความเป็นมืออาชีพให้เกิดขึ้นในองค์กร โดยให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก เราต้องการสร้างความเป็นมืออาชีพให้เกิดขึ้นในองค์กรโดยพัฒนาขีดความสามารถของบุคคลากร และผลักดันศักยภาพของทุกคนให้ถึงขีดสุด เพื่อให้คนพร้อม ทุนพร้อม สินค้าพร้อมที่จะออกรบสู่การขยายตัวในตลาดต่างประเทศ รวมทั้งการเอาใจใส่ในการปรับปรุงคุณภาพ การวางระบบใหม่ๆ ทั้งเรื่องไอที นวัตกรรมต่างๆ และให้ความสำคัญกับการวางแผนงานที่ตั้งเป้าไว้อย่างชัดเจน 

เรียกได้ว่าวันนี้ ไทยเบฟฯ มาถึงครึ่งทางภายใต้วิสัยทัศน์ 2020  ที่สามารถสะท้อนถึงความสำเร็จออกเป็นผลการดำเนินงานในภาพรวมด้านผลประกอบการในปีงบประมาณ 2559 ที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และเป็นที่น่าพอใจ  ทั้งในด้านยอดขาย และกำไร ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ค่อนข้างซบเซา โดยผลประกอบการในทุกประเภทเครื่องดื่ม มียอดขายที่เป็นมูลค่าการเติบโตอยู่ที่ 14.8 %  คิดเป็นมูลค่า 17,984 ล้านบาท  ( 1 ม.ค. – 30 ก.ย. 59) ซึ่งยังคงรักษาอันดับผู้นำในธุรกิจประเภทสุราไว้ได้ รวมทั้งความเคลื่อนไหวเชิงบวกอย่างต่อเนื่องในธุรกิจเบียร์ +62.3 % ปริมาณการขาย +54.5% กำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษีนิติบุคคล ค่าเสื่อม และค่าจัดจำหน่าย +155.0%  กำไรสุทธิ +280.8%  ในส่วนของกำไรสุทธิไม่รวมธุรกิจ F&N และ FCL โตแบบก้าวกระโดดถึง 15.2 %  คิดเป็นมูลค่า 16,302 ล้านบาท กำไรสุทธิที่รวมธุรกิจ F&N และ FCL เพิ่มขึ้น 14.3 %  คิดเป็นมูลค่า 19,036 ล้านบาท มีการเพิ่มอัตราการจ่ายเงินปันผล (กำไรสุทธิปกติ) จาก 68% เป็น 80 %

นอกจากภาพรวมทางด้านผลประกอบการแล้ว เรายังได้รับรางวัล DJSI  (Dow Jones Sustainability Indices) เป็นปีแรก  โดยมีคะแนนสูงที่สุดในกลุ่ม Emerging Market โดยที่ไทยเบฟฯ ถูกจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่ถูกปรับขึ้นโดย TRIS Rating ตั้งแต่วันที่ 4 ตุลาคม 2559 จากระดับ AA Outlook Stable เป็น AA+ Outlook Stable  Moody’s ได้ Baa3 Outlook Positive ในขณะที่ Fitch Rating ได้อันดับความน่าเชื่อถือของตราสารหนี้ระยาวสกุลเงินต่างประเทศของรัฐบาล BBB Outlook Stable และอันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาวได้ AA+ (tha) Outlook Stable  จากภาพรวมนับเป็นอีกหนึ่งปีของความสำเร็จอีกก้าวของกลุ่มไทยเบฟฯ  และก้าวต่อไปในปี 2017 อยากให้ทุกคนจับตาดู กันต่อไป” 

นายประภากร ทองเทพไพโรจน์  กรรมการผู้อำนวยการ กลุ่มธุรกิจสุรา กล่าวว่า “ เราทำธุรกิจในเมืองไทยต้องเน้นการดื่มและการเสิร์ฟอย่างมีความรับผิดชอบ และน่าจะยังคงรักษาส่วนแบ่งทางการตลาดได้เหมือนเดิม ในขณะเดียวกันก็จะเริ่มแนะนำเครื่องดื่มสุราของไทยให้กับตลาดในอาเซียน โดยมีแผนเตรียมบุกตลาดใน 3 ประเทศคือ พม่า เวียดนาม และฟิลิปปินส์  นอกจากนี้ยังได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์โซดาใหม่ภายใต้แบรนด์ “ร็อค เมาเท็น” (Rock Mountain)  ซึ่งได้รับการผลิตแบบมาตราฐานโลก เพื่อให้ผสมกับสุราของอเมริกาและมีรสชาติกลมกล่อมที่สุด”

มร.เอ็ดมอนด์ เนียวคิมซูน กรรมการผู้อำนวยการ กลุ่มธุรกิจเบียร์ กล่าวว่า “ที่ผ่านมา 1 ปี หลังจากเบียร์ช้างปรับเปลี่ยนขวดเป็นสีเขียว เราก็ได้ส่วนแบ่งการตลาดเติบโตจาก 28% เป็นเกือบ 40 % ซึ่งตั้งเป้าว่าจะเป็นที่หนึ่งในประเทศไทย และยังคงมีโอกาสทำได้และเติบโตอย่างต่อเนื่อง เพราะเราไม่หยุดนิ่งในการพัฒนาทั้งในรสชาติ รูปลักษณ์ สินค้า และเรื่องของการตลาด โดยเราได้ดำเนินการตามพันธกิจของกลุ่มธุรกิจเบียร์มีเป้าประสงค์จะสร้างส่วนแบ่งการตลาดให้เป็นอันดับ 1 ของไทยอย่างยั่งยืนภายในปี 2020 ตามวิสัยทัศน์ 2020 (Vision 2020) ซึ่งในปีที่ผ่านมา “ช้าง” มีกลยุทธ์ในการปรับเปลี่ยนสำคัญ 4 ประการ

• ด้านตัวสินค้าแบรนด์ “ช้าง”  เรามีการปรับทั้งภายในและภายนอก โดยเฉพาะเรื่องรสชาติที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในปัจจุบัน มีการพัฒนานวัตกรรม (Innovative) ของบรรจุภัณฑ์พิเศษ เพื่อเป็นการสร้างประสบการณ์ร่วมกับแบรนด์และสื่อสารภาพลักษณ์ใหม่อย่างเหนือระดับ

• ด้านความพึงพอใจของผู้บริโภค  “ช้าง” จากผลสำรวจของ IPSOS บริษัทวิจัยชั้นนำระดับโลก  มีการวิจัยเพื่อตรวจสุขภาพแบรนด์ (Brand Equity) พบว่าผู้บริโภคมีความรู้สึกเชิงบวกกับ “แบรนด์ช้าง” หลังการปรับโฉมมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องผลิตภัณฑ์สีเขียวที่สะท้อนถึงความสดชื่น ทันสมัย และพรีเมี่ยมมากยิ่งขึ้น 

• ด้านคู่ค้าพันธมิตรของ “ช้าง”  เรามีการปรับปรุงระบบการดำเนินงาน ตั้งแต่การผลิต จัดจำหน่าย และกระจายสินค้าในทุกช่องทางการจัดจำหน่าย

• ด้านการพัฒนาศักยภาพบุคคลากรของ “ช้าง” เราเชื่อมั่นศักยภาพของคนในองค์กร ที่มองเห็นภาพของแบรนด์เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเพื่อร่วมกันสร้างความเติบโตอย่างต่อเนื่อง” 

มร.วิเวก ชาห์บรา  กรรมการผู้อำนวยการ กลุ่มธุรกิจไม่มีแอลกอฮอลล์ ประเทศไทย และกรรมการผู้จัดการ บริษัท เสริมสุข จำกัด (มหาชน)  กล่าวว่า “ ปีที่ผ่านมา เราจัดตำแหน่งสินค้าเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ จนปัจจุบันมีความพร้อมที่จะเสนอเครื่องดื่มให้กับกลุ่มผู้บริโภคทุกวัย ทั้งนี้จะเน้นเครื่องดื่มที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพมากขึ้นด้วย  ในปีนี้ ดร.พิษณุ ได้ลงทุนสร้าง และขยายการผลิตเพิ่มขึ้น ทำให้สายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สามารถผลิตได้ปริมาณมากขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างเต็มที่”

นายโฆษิต สุขสิงห์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ และผู้บริหารสูงสุด กลุ่มธุรกิจต่อเนื่อง  กล่าวว่าการมีสินค้าที่มีคุณภาพครบวงจรเป็นหนึ่งในปัจจัยแห่งความสำเร็จของบริษัท แต่การนำสินค้าส่งให้ถึงจุดขายได้มากที่สุดก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน สายขนส่งจึงได้พัฒนาขีดความสามารถทางเทคโนโลยีระบบการขนส่งที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าสินค้าคุณภาพของเราส่งถึงมือผู้บริโภคได้อย่างทั่วถึง และรวดเร็วตามวิสัยทัศน์ 2020 ที่วางไว้”

ส่วนทางด้าน ดร.เอกพล ณ สงขลา รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ และผู้บริหารสูงสุด กลุ่มทรัพยากรบุคคล กล่าวว่า                 “ในการก้าวสู่วิสัยทัศน์ 2020 กลุ่มไทยเบฟฯ ได้ดำเนินแผนงาน Limitless Opportunity หรือโอกาสที่ไร้ขีดจำกัด ซึ่งสะท้อนถึงการ   ทรานส์ฟอร์มองค์กรไปควบคู่กับโอกาสในการเรียนรู้ และพัฒนาโอกาสการสร้างสรรค์ประโยชน์ให้แก่สังคมร่วมกัน ทั้งนี้ล่าสุดไทยเบฟฯ ยังได้รับเลือกเป็นองค์กรที่ใฝ่ฝันหนึ่งใน Thailand Top Employer จากการสำรวจความคิดเห็นกว่า 1500 คน  

ทั้งหมดนี้ เป็นการแสดงออกถึงความพร้อมสูงสุดที่กลุ่มธุรกิจของไทยเบฟฯ  จะก้าวขึ้นเป็นอันดับหนึ่งของธุรกิจเครื่องดื่มครบวงจรในประเทศไทย และในภูมิภาคอาเซียนได้ตามที่วางเป้าหมายไว้ในปี 2020 

เรื่องอื่นๆในหมวดนี้






b11e2f9390f1cc619597fccfe938f52d