ตีแผ่ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างใหม่ ใช้ปี 2560

หลังจากคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบต่อร่างพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2559 นับเป็นสัญญาณบอกว่า ตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นไป เจ้าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลก็ตาม เข้าข่ายที่ต้องเสียภาษีตามกฎหมายฉบับนี้โดยไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงใดๆ ได้เลย 

สำหรับกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างฉบับนี้ออกมาเพื่อทดแทนภาษีบำรุงท้องที่และภาษีโรงเรือนและที่ดิน ซึ่งจะถูกยกเลิกหลังจากกฎหมายภาษีที่ดินมีผลบังคับใช้ โดยภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำ แก้ไขปัญหาการเก็งกำไรอสังหาริมทรัพย์ และสนับสนุนให้นำที่ดินรกร้างว่างเปล่ามาใช้ให้เกิดประโยชน์นั่นเอง รวมถึงเพิ่มการจัดเก็บรายได้ท้องถิ่นผ่านองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งปัจจุบันจัดเก็บได้ 3 หมื่นล้านบาท คาดว่าจะเพิ่มเป็น 6 หมื่นล้านบาท โดยรายได้ส่วนใหญ่ที่เพิ่มขึ้นจะมาจากที่ดินประเภทที่ใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชยกรรมและอุตสาหกรรม โดยภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่จะเริ่มมีผลบังคับใช้ในปี 2560 แบ่งออกเป็น 4 ประเภทด้วยกัน ดังนี้ 

ประเภทเกษตรกรรม กำหนดเพดานจัดเก็บสูงสุดที่ร้อยละ 0.2 แต่อัตราการจัดเก็บจริงจะยกเว้นให้กับที่ดินที่มีมูลค่าไม่เกิน 50 ล้านบาท (ไม่ต้องเสียภาษี) ส่วนที่ดินที่มีมูลค่าเกิน 50 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 100 ล้านบาท เสียภาษีในอัตราร้อยละ 0.05  และที่ดินมูลค่า 100 ล้านบาทขึ้นไป คิดอัตราภาษีร้อยละ 0.1 

ประเภทบ้านพักอาศัยหลักหรือบ้านหลังแรก มีเพดานจัดเก็บสูงสุดร้อยละ 0.5 แต่จัดเก็บจริงเหมือนกับประเภทเกษตรกรรม คือที่ดินมูลค่าไม่เกิน 50 ล้านบาท จะได้รับการยกเว้น ไม่ต้องเสียภาษี ในบ้านหลังหลัก ส่วนบ้านหลังที่ 2 จะจัดเก็บตามอัตราแบบขั้นบันได โดยจัดเก็บตั้งแต่บาทแรกแต่ไม่เกิน 5 ล้านบาท คิดอัตราภาษีร้อยละ 0.03, มูลค่าที่ดินตั้งแต่ 5-10 ล้านบาท คิดอัตราร้อยละ 0.05, มูลค่าที่ดินตั้งแต่
10-20 ล้านบาท คิดอัตราร้อยละ 0.1, มูลค่าที่ดินตั้งแต่ 20-30 ล้านบาท คิดอัตราร้อยละ 0.15, มูลค่าที่ดินตั้งแต่ 30-50 ล้านบาท คิดอัตราร้อยละ 0.2, มูลค่าที่ดินตั้งแต่ 50-100 ล้านบาท คิดอัตราร้อยละ 0.25 และมูลค่าที่ดินตั้งแต่ 100 ล้านบาทขึ้นไป คิดอัตราร้อยละ 0.3 

ประเภทพาณิชยกรรมและอื่นๆ มีอัตราเพดานภาษีสูงสุดที่ร้อยละ 2 โดยมูลค่าที่ดินไม่เกิน 20 ล้านบาท จะจัดเก็บในอัตราร้อยละ 0.3 ส่วนที่ดินมูลค่าตั้งแต่ 20-50 ล้านบาท คิดอัตราร้อยละ 0.5, ที่ดินมูลค่า 50-100 ล้านบาท คิดอัตราร้อยละ 0.7, ที่ดินมูลค่า 100-1,000 ล้านบาท คิดอัตราร้อยละ 0.9, ที่ดินมูลค่า 1,000-3,000 ล้านบาท คิดอัตราร้อยละ 1.2 และที่ดินมูลค่าตั้งแต่ 3,000 ล้านบาทขึ้นไป คิดในอัตราร้อยละ 1.5%

ประเภทที่ดินรกร้างว่างเปล่า จะมีอัตราเพดานภาษีสูงสุดร้อยละ 5 แต่จะจัดเก็บจริงตามขนาดที่ดินที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ หรือทิ้งไว้ว่างเปล่า กำหนดเก็บในปีที่ 1-3 อัตราร้อยละ 1, ปีที่ 4-6 อัตราร้อยละ 2 และตั้งแต่ปีที่ 7 เป็นต้นไปคิดอัตราร้อยละ 3 ทั้งนี้ ครม. ได้มีการยกเว้นภาษีสำหรับที่ดินเพื่อใช้สาธารณประโยชน์รวมถึงทรัพย์สินส่วนกลางของอาคารชุดและที่ดินในหมู่บ้านจัดสรร

อย่างไรก็ตาม หลังจากมีประเด็นในวงกว้างเกี่ยวกับภาษีดังกล่าวที่บีบให้เจ้าของที่ดินที่มีมูลค่าสูงๆ ในทำเลกลางเมืองไม่น้อยกว่า 50% จะไม่มีเงินจ่ายภาษี หรือบางรายไม่ต้องการแบกรับภาระเพิ่ม จึงนำที่ดินออกมาขายหรือไม่ก็หาช่องทางที่จะนำเอาที่ดินมาพัฒนาด้วยการร่วมทุนกับผู้ประกอบการบิ๊กเนมในตลาด ขณะที่บางรายถึงกับว่าจ้างกูรูด้านภาษีมาให้คำปรึกษาเร่งหาทางออก  

นอกจากนี้อานิสงส์อีกประการคือ ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ที่กำลังมองหาที่ดินมาพัฒนาที่อยู่อาศัย นับว่าเป็นจังหวะและโอกาสที่ดีที่จะช่วยให้สามารถหาซื้อที่ดินในทำเลดีๆ เพื่อมาพัฒนาโครงการในอนาคตได้ง่ายขึ้น เท่ากับเป็นโอกาสของผู้ซื้ออย่างเราๆ ที่จะได้เห็นโครงการในทำเลดีๆ และอาจจะเป็นโครงการที่อยู่ในระดับราคาที่จับต้องได้ด้วย 

ที่มา: ddproperty.com เว็บไซต์สื่อกลางอสังหาริมทรัพย์อันดับ1 ของไทย ภายใต้การบริหารงานของ Property Guru Group

เรื่องอื่นๆในหมวดนี้






b11e2f9390f1cc619597fccfe938f52d