ดร.วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย

75 Years of BOT Riding the Waves of Economic Challenges  ตลอดการเดินทาง 75 ปี บนเส้นทางการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินที่เปลี่ยนแปลงอย่างไม่หยุดนิ่ง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)ในฐานะ ‘ธนาคารกลาง’ ได้สั่งสมประสบการณ์จากความท้าทายทางเศรษฐกิจการเงินโลกมาหลายยุคสมัย ทุกประสบการณ์กลั่นเป็นองค์ความรู้ที่ทรงคุณค่า นำไปสู่การดำเนินนโยบายที่ยังประโยชน์แก่เศรษฐกิจไทยและสังคมไทย ดั่งวิสัยทัศน์ของ ธปท. ที่ว่า ‘เป็นองค์กรที่มองไกล มีหลักการ และร่วมมือ เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีอย่างยั่งยืนของไทย’

ในโลกยุคปัจจุบันซึ่งถูกถาโถมด้วยกระแสแห่งความเปลี่ยนแปลงและความท้าทายใหม่ๆ ภายใต้บริบททางเศรษฐกิจการเงินที่เต็มไปด้วยความผันผวนไม่แน่นอน ซับซ้อน และคาดการณ์ได้ยากขึ้น โจทย์สำคัญของ ธปท. คือจะรับมือกับความท้าทายที่เกิดขึ้นได้อย่างไร รวมถึงจะเตรียมความพร้อมให้กับเศรษฐกิจและสังคมไทยอย่างไรเพื่อให้สามารถยืนหยัดอยู่เหนือคลื่นลมแห่งความท้าทายเหล่านั้น ในฉบับนี้ GMBiZ ได้รับเกียรติจาก ดร.วิรไท สันติประภพผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย มาให้คำตอบ พร้อมเล่าถึงบทบาทหน้าที่ของ ธปท. ตั้งแต่อดีต ปัจจุบัน และอนาคตที่พัฒนาไปพร้อมกับพัฒนาการของเศรษฐกิจไทย 

GMBiZ | ตลอด 75 ปีที่ผ่านมา ธปท. มีพัฒนาการในการดูแลรักษาเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจการเงินไทยอย่างไรบ้าง 

ดร.วิรไท : หน้าที่หลักของ ธปท. ในฐานะธนาคารกลางคือการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจของประเทศ นับตั้งแต่ก่อตั้งเมื่อ 75 ปีที่แล้ว ซึ่งเป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ในช่วงนั้นพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิวัฒนไชย ท่านผู้ว่าการพระองค์แรก ทรงเห็นว่าหากปล่อยให้ชาวต่างชาติเข้ามามีอำนาจควบคุมการพิมพ์ธนบัตรและปริมาณเงินของไทย จะทำให้เกิดเงินเฟ้ออันจะส่งผลถึงเสถียรภาพของระบบการเงินของประเทศในที่สุดจึงเสนอให้รัฐบาลไทยตั้ง ธปท. ขึ้นเป็น ‘ธนาคารกลาง’ ในปี 2485 และเริ่มดำเนินการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินไทยนับแต่นั้นเป็นต้นมา 

คนทั่วไปโดยเฉพาะคนที่ไม่เคยผ่านช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ อาจไม่เข้าใจว่าการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจคืออะไร และทำไมต้องรักษาเสถียรภาพผมขอเปรียบเทียบง่ายๆ เศรษฐกิจไทยเป็นเหมือนเรือลำหนึ่ง เราเป็นเศรษฐกิจขนาดเล็กและเป็นเศรษฐกิจแบบเปิด เปรียบเป็นเรือลำเล็กที่กำลังแล่นไปในทะเลกว้าง ที่มีทั้งคลื่นลมพายุ อีกทั้งยังมีเรือลำใหญ่กว่าวิ่งเร็วกว่า เมื่อไหร่ที่เรือลำใหญ่วิ่งแซงเรา คลื่นจากเรือเหล่านั้นก็มากระทบกับเรา 

ในยามเจอคลื่นลมพายุ ไต้ก๋งเรือต้องดูแลไม่ให้เรือโคลงเคลงจนคนในเรือมีปัญหา ไม่สามารถทำหน้าที่ของตัวเองได้เต็มศักยภาพ เช่นเดียวกัน เวลาที่มีแรงปะทะจากภายนอก ธปท. มีหน้าที่ต้องดูแลรักษาเสถียรภาพของเศรษฐกิจไทยให้ยังสามารถเติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพของตัวเอง แต่การรักษาเสถียรภาพไม่ได้มีแค่ช่วงภาวะที่คลื่นลมแปรปรวน ในยามที่คลื่นลมสงบเราก็ต้องแน่ใจว่าไม่มีรอยรั่วรอยร้าวเกิดขึ้นในเรือ เหมือนกับที่ ธปท. มีหน้าที่ดูแลไม่ให้เกิดจุดเปราะบางขึ้นในระบบเศรษฐกิจการเงินไทย เมื่อใดที่เริ่มเห็นความเปราะบางค่อยๆ ก่อตัวขึ้น ธปท. มีหน้าที่ต้องดูแลป้องกันไม่ให้ลุกลาม 

ขณะที่เรือจำเป็นต้องมีระบบ ‘กันโคลง’ ที่ดีเพื่อรับมือกับคลื่นลมพายุที่อาจเข้ามาปะทะ ธปท.ก็มีหน้าที่สร้าง ‘ระบบกันชนที่ดี’ ให้กับเศรษฐกิจไทยไม่ว่าจะเป็นการดูแลทุนสำรองระหว่างประเทศให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม หรือการดูแลสถาบันการเงินให้มีเงินกองทุนที่มั่นคง มีระบบบริหารความเสี่ยงที่ดี และไม่มีพฤติกรรมเสี่ยงที่จะทำให้เกิดจุดเปราะบางในระบบเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ในเรือยังต้องมีระบบ ‘เรดาร์’ ที่ดีที่สามารถมองได้ไกล จับทิศทางลม ทิศทางคลื่น และทิศทางของเรือลำอื่นๆ ที่กำลังแข่งกันวิ่งด้วยความเร็วอยู่บนท้องทะเลเดียวกันได้อย่างแม่นยำ ซึ่ง ‘เรดาร์’ของ ธปท. ก็คือความรู้ความเข้าใจเชิงลึกทั้งในเรื่องเศรษฐกิจการเงิน ตลาดเงิน และตลาดทุน รวมถึงความเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่าในระบบเศรษฐกิจการเงินโลกกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไร เพื่อที่จะได้เตรียม ‘เครื่องมือ’ ให้พร้อมอย่างเหมาะสม

GMBiZ | โดยทั่วไป เรือทุกลำมักจะมีเรือชูชีพสำหรับสละเรือใหญ่หากเกิดเหตุไม่คาดหวัง แต่ใน ‘เรือลำนี้’ ไม่น่าจะต้องมีเรือชูชีพใช่หรือไม่

ดร.วิรไท : ก็จำเป็นต้องมี เพราะมันเป็นมาตรการเรื่องของความปลอดภัย เป็นเรื่องของการบริหารความเสี่ยง เพราะอนาคตเป็นเรื่องที่คาดเดาไม่ได้เราไม่มีทางรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่ถ้าเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันอย่าง ‘พายุไต้ฝุ่น’ ขึ้นมา เราก็ต้องหาวิธีที่จะช่วยบรรเทาความเสียหายที่จะเกิดกับคนบนเรือให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด

งานรักษาเสถียรภาพที่ดีที่สุดคือ ต้องวางระบบป้องกันเพื่อเราจะได้ไม่ตกอยู่ในสภาวะที่ต้องใช้เครื่องมือที่เตรียมไว้ นั่นจึงถือว่าเราประสบความสำเร็จในการรักษาเสถียรภาพ หรือตราบใดที่เศรษฐกิจไทยได้รับแรงปะทะจากโลกภายนอกที่วุ่นวาย แต่ยังสามารถเดินหน้าต่อไปได้ และคนไทยก็ยังทำหน้าที่ของตัวเองได้อย่างสงบและเป็นปกติ นี่เป็นสิ่งที่แสดงว่า ธปท. ทำหน้าที่รักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจไทยได้ดีระดับหนึ่ง เพียงแต่คนทั่วไปอาจไม่รู้สึก โดยเฉพาะในเวลาที่คลื่นลมอาจดูสงบ ทั้งที่จริงแล้ว เศรษฐกิจไทยต้องรับแรงปะทะจากปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายในอยู่ตลอดเวลา 

GMBiZ | นอกจากการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงิน บทบาทหน้าที่หลักของ ธปท. ยังประกอบด้วยอะไรบ้าง

ดร.วิรไท : ธปท. มีบทบาทสำคัญในการดำเนินนโยบายการเงินให้เศรษฐกิจไทยมีสภาพคล่องอย่างเหมาะสม ไม่น้อยเกินไปจนทำให้เศรษฐกิจติดขัด หรือไม่มากเกินไปจนเกิดปัญหาเงินเฟ้อ นอกจากนี้ ธปท.มีบทบาทกำกับดูแลระบบสถาบันการเงิน ซึ่งไม่ใช่แค่การดูแลความมั่นคงของสถาบันการเงิน แต่ยังมีหน้าที่กำกับดูแลเพื่อให้แน่ใจว่าระบบสถาบันการเงินไทยสามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องต้นทุนที่เกิดขึ้นในระบบ การบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสมและเท่าทันกับความเสี่ยงใหม่ๆ กำกับดูแลให้คนไทยได้รับบริการทางการเงินอย่างเป็นธรรม รวมถึงการส่งเสริมให้สถาบันการเงินสร้างนวัตกรรมทางการเงินใหม่ๆ เพื่อตอบโจทย์คนกลุ่มต่างๆ ของสังคม  

อีกบทบาทสำคัญ คือการกำกับดูแลระบบการชำระเงิน เพื่อให้แน่ใจว่าธุรกรรมการเงิน สามารถไหล (Flow) ได้โดยไม่ติดขัด ซึ่งนอกจากดูแลระบบการชำระเงินหลักๆ ของประเทศที่มีแล้ว ธปท. ยังมีหน้าที่ส่งเสริมให้เกิดบริการชำระเงินรูปแบบใหม่ที่ถูกลง ดีขึ้น และมีประสิทธิภาพสูงขึ้น เพื่อตอบโจทย์พัฒนาการของโลกยุคใหม่ ระบบ ‘พร้อมเพย์’ (Prompt Pay) ที่เปิดตัวไปก่อนหน้านี้ เป็นตัวอย่างหนึ่งของการพัฒนาบริการชำระเงิน

นอกจากนี้ ธปท. ยังมีหน้าที่ดูแลระบบการจัดการธนบัตร ตั้งแต่การพิมพ์ธนบัตร การบริหารจัดการธนบัตรไปยังทั่วประเทศ ตลอดจนรักษาธนบัตรให้มีคุณภาพที่ดีและป้องกันไม่ให้เกิดการปลอมแปลงธนบัตร เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนจะเห็นว่า ธปท. มีบทบาทหน้าที่ที่กว้างมาก โดยทุกบทบาทตั้งอยู่บนพันธกิจหลักของธปท. คือการรักษาเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจการเงินไทย เพื่อสร้างความเป็นอยู่ที่ดีอย่างยั่งยืนให้แก่คนไทย

GMBiZ | นอกจากการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินของประเทศ เรายังเห็นอยู่บ่อยครั้งว่า ธปท. เข้าไปมีบทบาทในเชิงการพัฒนาเศรษฐกิจหรือพัฒนาประเทศด้วย เพราะเหตุใด

ดร.วิรไท : ธปท. เข้าไปมีส่วนร่วมในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศด้วยเหตุผลใน 2 มิติ มิติแรกคือ ธปท. เป็นผู้รับผิดชอบหลักในการทำนโยบายที่เกี่ยวกับการเงิน ทั้งนโยบายการเงิน การบริหารอัตราแลกเปลี่ยน นโยบายสถาบันการเงิน และนโยบายระบบการชำระเงิน ซึ่งล้วนเป็นนโยบายสำคัญในกรอบนโยบายเศรษฐกิจของประเทศ ยิ่งปัจจุบัน โจทย์การพัฒนาประเทศซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ จึงไม่มีนโยบายใดนโยบายหนึ่งที่ตอบโจทย์ทั้งหมดได้ โดยเฉพาะปัญหาหลายเรื่องในสังคมไทยเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพในระยะยาว ดังนั้น การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจให้มีประสิทธิผลและยั่งยืนในระยะยาว จำเป็นต้องประสานนโยบายร่วมกันระหว่างหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของประเทศ 

มิติที่ 2 คือ ธปท. ในฐานะที่เป็นองค์กรทางด้านเศรษฐกิจที่มีนักเศรษฐศาสตร์อยู่มาก จึงมีโอกาสได้นำเสนอความคิดเห็นในเรื่องเศรษฐกิจและสังคม เพื่อให้มุมมองปัญหาและนโยบายเศรษฐกิจต่างๆ สามารถตอบโจทย์ของประเทศได้อย่างรอบด้านมีประสิทธิภาพสูงสุด  

ในช่วงที่เศรษฐกิจปกติ แม้ ธปท. จะให้น้ำหนักเรื่องเสถียรภาพเป็นเรื่องสำคัญ แต่ก็ทำให้เรามีโอกาสทำงานในบทบาทเชิงพัฒนาได้มากขึ้น โดยเรื่องหนึ่งที่ ธปท. ให้ความสำคัญมาก คือการสร้างความรู้ความเข้าใจทางการเงิน (Financial Literacy) ให้กับคนไทย โดยเฉพาะการสร้างทักษะการบริหารจัดการทางการเงิน ซึ่งเป็นทักษะชีวิตที่สำคัญ ถ้ามองเพียงเสถียรภาพเศรษฐกิจในระยะสั้น หลายคนอาจมองว่าไม่ใช่หน้าที่ของ ธปท. แต่สิ่งที่เราทำนั้นสอดคล้องกับ ‘ค่านิยมของ ธปท.’ (BOT Core Values) คือ ยืนตรง-มองไกล-ยื่นมือ-ติดดิน เพื่อวางรากฐานเสถียรภาพให้กับเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

"อยากให้ทุกคนให้ความสำคัญกับทักษะการบริหารจัดการเงิน เพราะถือเป็นทักษะชีวิต (Life Skill)ที่ทุกคนต้องมีมันไม่ใช่เพียงแค่ความรู้แต่เป็นทักษะที่ทุกคนต้องเรียนรู้ทำความเข้าใจและนำมาใช้อย่างต่อเนื่อง"

GMBiZ | ใน ‘โลกยุค 4.0’ ท่านมองว่าเศรษฐกิจไทย จะเผชิญกับความท้าทายอะไรบ้าง และความท้าทายดังกล่าวส่งผลให้การทำหน้าที่ของ ธปท. ต้องเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร

ดร.วิรไท : ในอนาคต โลกจะเปลี่ยนเร็วมาก และจะมากระทบกับเราอย่างรวดเร็ว พัฒนาการด้านเทคโนโลยีอย่างก้าวกระโดดโดยเฉพาะเทคโนโลยีดิจิทัล และ ICT จะสร้างความเปลี่ยนแปลงในระบบการเงินอย่างมาก หน้าที่อย่างแรกของ ธปท. คือ ต้องเท่าทันกับการเปลี่ยนแปลง และมีความเข้าใจเชิงลึกว่าการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและระบบการเงินไทยอย่างไร ขณะที่อีกมิติที่จะถูกกระทบจากพัฒนาการทางเทคโนโลยี คือพรมแดนของความเป็นประเทศจะเริ่มลดลงส่งผลให้ผู้ให้บริการจากต่างประเทศเข้ามามีบทบาทในเมืองไทยเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น หน้าที่ของ ธปท. คือต้องมีกรอบกฎเกณฑ์ในการกำกับดูแลที่เหมาะสมและเท่าทัน เพื่อคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน

นอกจากนี้ เทคโนโลยีดิจิทัลยังนำมาซึ่งนวัตกรรมทางการเงินใหม่ๆ หรือ ฟินเทค (FinTech) ซึ่งสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆในโลกยุคใหม่ ธปท. ในฐานะผู้กำกับดูแล จำเป็นต้องสร้างสภาวะแวดล้อมที่ส่งเสริมให้เกิดการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ และต้องปรับวิธีกำกับดูแล จากเดิมที่คุ้นกับการออกกฎเกณฑ์ให้ชัดเจนก่อนเปิดให้ขอใบอนุญาต มาวันนี้ ธปท. เปลี่ยนมาใช้วิธีที่เรียกว่า ‘Regulatory Sandbox’ หรือ ‘สนามทดลอง’ ที่เปิดโอกาสให้นำฟินเทคมาทดลองกับผู้ใช้ในวงจำกัด เพื่อที่ผู้สร้างนวัตกรรม และ ธปท. จะได้เรียนรู้วิธีปิดความเสี่ยงเชิงระบบร่วมกัน ก่อนจะเปิดให้ประชาชนใช้ในวงกว้าง 

ในโลกยุค 4.0 การทำหน้าที่ธนาคารกลางแบบเดิมไม่สามารถตอบโจทย์ได้อย่างเท่าทัน ธปท. จำเป็นต้องปรับกระบวนการทำงานใหม่ โดยหนึ่งในตัวอย่างที่สำคัญ คือ การให้ความสำคัญกับงานด้าน Big Data Analytics อย่างจริงจังเพื่อทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้าง ซึ่งจะนำไปสู่การทำนโยบายที่มีกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจนขึ้น และตั้งอยู่บนฐานข้อมูลจริง (Evidence-based) ของคนแต่ละกลุ่ม โครงการ ‘คลินิกแก้หนี้’ ที่เราเปิดตัวไป ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งที่ใช้ Big DataAnalysis ช่วยในการกำหนดกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจน ซึ่งถ้าดูแต่ตัวเลขสถิติภาพรวมจะไม่สามารถออกแบบโครงการนี้ขึ้นมาได้ 

โลกยุคใหม่ยังเป็นโลกที่เศรษฐกิจของประเทศต่างๆ เปิดกว้างและเชื่อมโยงกันมากขึ้น ความร่วมมือกับต่างประเทศเป็นอีกเรื่องที่สำคัญ ธปท. จึงต้องทำงานร่วมกับธนาคารกลางของประเทศต่างๆ มากขึ้น อาทิ การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันเพื่อให้เราเท่าทันกับการเปลี่ยนแปลง การส่งเสริมให้เกิดธุรกรรมทางการเงินระหว่างประเทศที่ง่ายและสะดวกขึ้นด้วยต้นทุนที่ต่ำลง หรือการทำข้อตกลงการแลกเปลี่ยนเงินตราแบบทวิภาคี(Bilateral Swap Arrangement) เพื่อเป็นกลไกป้องกันไม่ให้ปัญหาขาดสภาพคล่องเงินตราต่างประเทศในประเทศหนึ่งลุกลามเป็นปัญหาระดับภูมิภาค เป็นต้น

อีกความท้าทายในการทำหน้าที่ของ ธปท. คือการกำกับดูแลให้สถาบันการเงินให้บริการทางการเงินที่ตรงกับความต้องการของลูกค้า (Market Conduct) ด้วยราคาที่เป็นธรรมและข้อมูลที่ตรงไปตรงมา ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องทำควบคู่ไปกับการสร้างความรู้ความเข้าใจทางการเงินให้กับประชาชน นอกจากนี้ ธปท. ต้องดำเนินการให้สถาบันการเงินแต่ละแห่งเข้าใจความเสี่ยงที่มากับวัฒนธรรมองค์กรของตน เพราะจากวิกฤติการเงินโลกที่ผ่านมา จะเห็นว่า ปัญหาสถาบันการเงินหลายแห่งมีสาเหตุสำคัญมาจากวัฒนธรรมองค์กรที่ส่งเสริมให้กล้าเสี่ยงมากเกิน ผนวกกับพฤติกรรมที่ไม่ตรงไปตรงมาของทั้งระดับผู้บริหารและระดับพนักงาน ซึ่งทั้งหมดนี้ถือเป็นความท้าทายที่ ธปท. ต้องปรับรูปแบบวิธีการทำงาน

"ตราบใดที่เศรษฐกิจไทยได้รับแรงปะทะจากโลกภายนอกที่วุ่นวาย แต่ยังสามารถเดินหน้าต่อไปได้และคนไทยก็ยังทำหน้าที่ของตัวเองได้อย่างมั่นคงนี่เป็นสิ่งที่แสดงว่า ธปท. ทำหน้าที่รักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจไทยได้ดีระดับหนึ่ง"

GMBiZ | อยากให้ท่านฝากคำแนะนำถึงคนไทยถึงแนวทางในการเตรียมตัวรับมือกับความท้าทายในมิติทางด้านเศรษฐกิจการเงินใน ‘โลกยุค 4.0’

ดร.วิรไท : เรื่องแรก เนื่องจากเราอยู่ในโลกที่เรียกว่า VUCA World ซึ่งเป็นศัพท์ที่คน ธปท. มักใช้เตือนตัวเอง โดย V-Vola-tility หมายถึงความผันผวนสูง, U-Uncertainty หมายถึงความไม่แน่นอน, C-Complexity คือความซับซ้อนที่มากขึ้นเรื่อยๆ และ A-Ambiguity หมายถึงความคลุมเครือ ไม่สามารถคาดเดาผลที่จะเกิดขึ้นได้ชัดเจน ซึ่งโลก VUCA ส่งผลให้ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่เราคุ้นชิน อาจไม่เกิดขึ้นตามที่คาด เพราะปัจจัยหลายอย่างเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ดังนั้น การอยู่ในโลกที่มีลักษณะแบบนี้ เราจะต้องให้ความสำคัญกับเรื่องต่างๆ อย่างเท่าทัน ต้องรู้รอบ บริหารความเสี่ยง และสร้างภูมิคุ้มกันให้เหมาะสม รวมทั้งต้องคล่องตัว ทันการณ์ ปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว

เรื่องที่สอง เทคโนโลยีไม่เพียงเข้ามาเปลี่ยนรูปแบบการทำธุรกิจ แต่ยังเปลี่ยนรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างธุรกิจและระหว่างบุคคลต่อบุคคล สำหรับภาคธุรกิจ ไม่ว่าจะอยู่ในธุรกิจใดก็ตาม จำเป็นต้อง ‘ติดตาม’ การเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยีอย่างใกล้ชิด ต้องลงทุนยกระดับความสามารถในการแข่งขันด้านเทคโนโลยี ในระดับประชาชนก็จำเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจในเทคโนโลยีทางการเงิน (FinancialTechnology Literacy) ซึ่งสำคัญไม่น้อยไปกว่าการสร้างความรู้ความเข้าใจทางการเงิน (Financial Literacy) เพราะจะช่วยให้ผู้ใช้บริการทางการเงินลดต้นทุนในการทำธุรกรรม ช่วยเพิ่มโอกาสการทำธุรกิจใหม่ๆ ได้ และช่วยให้เท่าทันกับความเสี่ยงที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีทางการเงิน

เรื่องสุดท้ายที่อยากฝากไว้คือ อยากให้ทุกคนให้ความสำคัญกับทักษะการบริหารจัดการเงิน เพราะเรื่องนี้ถือเป็นทักษะชีวิต (Life Skill) ที่ทุกคนต้องมี มันไม่ใช่เพียงแค่มีความรู้ แต่เป็นทักษะที่ทุกคนมีหน้าที่ต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจอย่างต่อเนื่องเพื่อที่จะสามารถบริหารจัดการเงินได้อย่างเหมาะสม สอดคล้องกับช่วงวัย และเท่าทันกับผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา สำหรับคนรุ่นใหม่ ทักษะการบริหารจัดการเงินถือเป็นทักษะที่ต้องให้ความสำคัญไม่น้อยไปกว่าทักษะทางเทคโนโลยี ทักษะทางภาษา และทักษะที่จำเป็นอื่นๆ

GMBiZ | วาระการดำรงตำแหน่งผู้ว่าการ ธปท. 5 ปี ผ่านมาเกือบ 2 ปี ท่านได้ริเริ่มโครงการสำคัญมากมาย อยากให้ท่านช่วยยกตัวอย่าง และในช่วงเวลากว่า 3 ปีที่เหลือ ท่านวางเป้าหมายการทำงานไว้อย่างไร 

ดร.วิรไท : ในช่วงที่ผ่านมา ผู้บริหารได้ร่วมกันปรับเปลี่ยนวิธีคิด และเปลี่ยนกระบวนการทำงานของ ธปท. ให้เราสามารถทำงานให้เกิดผลได้รวดเร็วขึ้น ตรงประเด็น และมีประสิทธิภาพสูงขึ้น ตัวอย่างเช่น ‘คลินิกแก้หนี้’ เป็นผลจากการนำเอา Big Data Analytics เข้ามาใช้ประกอบการทำนโยบายเพื่อแก้ปัญหาลูกหนี้ที่มีเจ้าหนี้หลายราย ซึ่งที่ผ่านมาประสานงานกันได้ยาก หรือล่าสุด โครงการปฏิรูปกฎเกณฑ์ควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน (Foreign Exchange Regulation Reform) ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่อยู่ในการกำกับดูแลของ ธปท. เพื่อเพิ่มความสะดวกในการประกอบธุรกิจของภาคเอกชน (Ease of Doing Business) 

ทุกวันนี้ยังมีกฎเกณฑ์หลายเรื่องที่ไม่ได้ถูกทบทวนอย่างเท่าทันกับบริบทของโลกธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป อย่างพระราชบัญญัติควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน ออกมาในปี 2485มีอายุ 75 ปี เท่ากับอายุของ ธปท. ช่วงนั้นเป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้ต้องควบคุมเงินไหลออก ต่อมาปี 2540 ประเทศไทยเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ และทุนสำรองระหว่างประเทศมีไม่มาก จึงได้ออกกฎเกณฑ์ควบคุมเงินต่างประเทศอีกหลายอย่างที่ทับซ้อนกันมาเรื่อยๆ 

แต่วันนี้ ฐานะด้านต่างประเทศของไทยเข้มแข็ง ทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับสูง ขณะที่อัตราแลกเปลี่ยนผันผวนสูงขึ้น ภาคเอกชนควรสามารถใช้เครื่องมือบริหารความเสี่ยงสมัยใหม่ได้อย่างเท่าทัน ธปท. จึงปฏิรูปกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนเงินต่างประเทศทั้งระบบ เพื่อให้ภาคธุรกิจสามารถทำธุรกรรมเงินตราต่างประเทศได้ด้วยขั้นตอนที่น้อยลงใช้เอกสารน้อยลง และมีความยืดหยุ่นมากขึ้น เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันให้กับประเทศ โดยคาดว่าการผ่อนคลายกฎเกณฑ์ให้ระยะแรกจะช่วยลดต้นทุนของภาคเอกชนได้มากกว่าปีละ 1,000 ล้านบาท ซึ่งตัวเลขนี้ ยังไม่รวมผลประโยชน์ทางอ้อมที่ประเมินได้ยาก เช่น การเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน หรือการสร้างนวัตกรรมทางการเงิน อย่างไรก็ดี ในการผ่อนคลายหรือยกเลิกกฎเกณฑ์ สิ่งที่ ธปท. ต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกคือ ต้องไม่กระทบต่อการทำหน้าที่ดูแลเสถียรภาพทางการเงิน ไม่สร้างความเสี่ยงเชิงระบบ ซึ่งถือเป็นพันธกิจหลักของธนาคารกลาง  

สำหรับเป้าหมายในอีก 3 ปีข้างหน้า ธปท. ได้จัดทำแผนยุทธศาสตร์ 3 ปี (พ.ศ. 2560-2562) โดยใจความสำคัญสรุปสั้นๆ คือ เราอยากเห็น ธปท. มีบทบาทสร้างเสถียรภาพในระยะยาวให้กับเศรษฐกิจและสังคมไทยได้อย่างเท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลกและความท้าทายใหม่ๆ เพื่อจะช่วยให้เศรษฐกิจและสังคมไทยพัฒนาได้เต็มศักยภาพ และคนไทยโดยรวมมีระดับคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น กล่าวคือ ต้องป้องกันไม่ให้เรื่องเสถียรภาพทางเศรษฐกิจเป็นปัญหาของคนไทยในอนาคต ขณะเดียวกันก็อยากให้มีบริการทางการเงินใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์ความต้องการของคนไทยและสังคมไทยกลุ่มต่างๆ เพิ่มมากขึ้น 

สุดท้ายนี้ ผมอยากเห็น ธปท. เป็นองค์กรที่มีพลวัต(Dynamic) เป็นองค์กรที่เท่าทันความเปลี่ยนแปลง เป็นองค์กรที่มองไกลไปข้างหน้า และมีวัฒนธรรมองค์กรที่ไม่ใช่แค่เพียงตอบโจทย์พันธกิจของตัวเอง แต่ยังมีบทบาทนำเสนอข้อคิดและแนวทางที่เป็นประโยชน์สำหรับพัฒนาการของเศรษฐกิจไทยได้อย่างเท่าทันกับโลกยุค 4.0 จำเป็นต้องมีเป้าหมาย (Intended Outcome) ที่ชัดเจนในสิ่งที่ทำ มีความรู้ความเข้าใจเชิงลึก มีความคล่องตัวและทันการณ์ และที่สำคัญ คือต้องเปิดใจรับฟังผู้คนรอบข้าง เหล่านี้คือพฤติกรรมหรือ DNA ที่ผมอยากเห็นในองค์กรแห่งนี้ 

5 เรื่องน่ารู้ใน ธปท.

  • ตลอด 75 ปี ธปท. มีผู้ว่าการทั้งสิ้น 20 คน ในจำนวนนี้มีผู้ว่าการหญิง 1 คน
  • นอกจากสำนักงานใหญ่บนถนนสามเสน ธปท. ยังมีสำนักงานภาค 3 แห่ง ได้แก่ สำนักงานภาคเหนือ (เชียงใหม่) สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ขอนแก่น) และสำนักงานภาคใต้ (สงขลา) สำนักงานตัวแทนในต่างประเทศ 3 แห่ง ที่นครนิวยอร์ก กรุงลอนดอน และนครปักกิ่ง นอกจากนี้ ยังมีศูนย์จัดการธนบัตรอีก 9 แห่ง ครอบคลุมทุกภูมิภาคของประเทศ
  • 1213 เป็นสายด่วน ‘ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน’ (ศคง.)เพื่อให้ความรู้ทางการเงิน และรับเรื่องร้องเรียนกรณีไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการใช้บริการทางการเงิน
  • ในรั้ว ธปท. มีวังที่มีสถาปัตยกรรมสวยงามถึง 2 วัง ได้แก่ วังบางขุนพรหม ซึ่งมีอายุ 111 ปี และวังเทวะเวสม์ อายุ 99 ปี ปัจจุบัน เปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ให้บุคคลภายนอกเข้าชมฟรี ทุกวันเสาร์ ตั้งแต่ 1 มิถุนายน 2560
  • ปลายปี 2560 ธปท. จะมีอาคาร ‘ศูนย์การเรียนรู้’ เปิดให้บริการแก่บุคคลภายนอกได้เข้าใช้
 
เรื่องอื่นๆในหมวดนี้






b11e2f9390f1cc619597fccfe938f52d