ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์

Progressive University ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์

การป้อนบุคลากรรุ่นใหม่ให้ก้าวไปสู่ตลาดงาน รวมถึงตลาดธุรกิจอย่างเชี่ยวชาญเป็นบทบาทสำคัญของภาคสถาบันการศึกษาที่พัฒนาจากประสบการณ์แบบไม่หยุดนิ่ง

มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) เป็นอีกสถาบันการศึกษาที่มีบทบาทอย่างมากในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาจากการปรับเปลี่ยนลุคเพื่อปั้นบุคลากรชั้นยอดเข้าไปสู่สังคม โดยปัจจุบันได้เปิดการเรียนการสอนในระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก ทั้งหลักสูตรในประเทศ รวมทั้งหลักสูตรความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยชั้นนำในต่างประเทศ ทำให้นักศึกษาได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความรู้กับอาจารย์จากมหาวิทยาลัยชั้นนำ เช่น Northwestern University สหรัฐอเมริกา, University of Canberra, Australian National University ออสเตรเลีย โดยในทุกรายวิชา ได้เชิญ Guest Speakers มาถ่ายทอดประสบการณ์ทำงานอย่างมืออาชีพโดยตรง

ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ ทายาทรุ่นที่ 3 ของมหาวิทยาลัย ธุรกิจบัณฑิตย์ที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาระบบการศึกษาของที่นี่ให้ก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง ด้วยนิยามสั้นแต่กระชับว่า Progressive University หมายถึงสถาบันการศึกษาที่พัฒนาไปข้างหน้าไม่หยุดนิ่งทั้งวิชาการและระบบการเรียนการสอน ภายใต้การวิเคราะห์อินไซท์ (Insight) ใหม่ๆ จากโลกธุรกิจและโลกการงานมาแปลงเป็นหลักสูตรที่ผสมผสานออกมาได้อย่างลงตัว เพื่อตอบโจทย์ทั้งตลาดแรงงานและโลกธุรกิจ

Progressive University หมายถึง สถาบันการศึกษาที่พัฒนาไปข้างหน้าไม่หยุดนิ่งทั้งวิชาการและระบบการเรียนการสอน ภายใต้การวิเคราะห์อินไซท์ (Insight) ใหม่ๆ จากโลกธุรกิจและโลกการงาน

gmbiz-interview-june02

GMBiZ : ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) ดูจะมีการเปลี่ยนแปลงหลายๆ ด้านที่น่าจับตามอง

ดร.ดาริกา : ถ้าพูดตามความจริง มันมาจากการปรับตัวตามทิศทางของการศึกษาไทย โดยเฉพาะกับกลุ่มคนรุ่นใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น เราจึงต้องสร้างสินค้าที่ตอบสนองต่อตลาดได้อย่างทันท่วงที สังเกตได้ว่า หากสถาบันใดไม่มีการปรับตัว โอกาสที่จะอยู่รอดก็ยาก นั่นจึงเป็นเหตุผลที่มหาวิทยาลัยสเกลใหญ่ๆ แบบเราก็ต้องทำการบ้านหนักขึ้นในเรื่องของหลักสูตรการศึกษาและการยกระดับมิติด้านต่างๆ ของแบรนด์

นอกจากนี้ ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เราทุ่มงบลงทุนหลักพันล้านบาท เพื่อพัฒนาความทันสมัยให้แก่อาคารสถานที่ อุปกรณ์การศึกษา รวมถึงบุคลากรทุกส่วนของเรา โดยเฉพาะในส่วนของบุคลากร เช่น คณาจารย์ผู้เชี่ยวชาญศาสตร์แขนงต่างๆ ในระดับสากลมาเติมเต็มเป็นจำนวนมาก ทำให้ระบบการศึกษาของที่นี่เข้มแข็งอย่างเห็นได้ชัด

GMBiZ : DPU นิยามตนเองว่าเป็น Progressive University นั้นมีที่มาอย่างไรและหมายถึงอะไร

ดร.ดาริกา : Progressive University หมายถึง สถาบันการศึกษาที่พัฒนาไปข้างหน้าไม่หยุดนิ่งทั้งวิชาการและระบบการเรียนการสอน เนื่องจากพื้นฐานครอบครัวของแพรวเน้นทำแต่ธุรกิจด้านการศึกษาเพียงอย่างเดียว เราจึงเข้าใจธรรมชาติและความเปลี่ยนแปลงของตลาดนี้ การหยุดอยู่กับที่ไม่ใช่สิ่งที่เราโฟกัส แต่เราจะมองไปข้างหน้า ปรับตัวและสร้างสรรค์สินค้า (หลักสูตร) หรือแม้แต่บริการที่ถูกต้องบนพื้นฐานของพฤติกรรมผู้บริโภค

ดังนั้น การเป็น Progressive University ในมุมของเราจึงเป็นเรื่องของการเปิดกว้าง เราจับมือกับกลุ่มธุรกิจรวมถึงบุคคลในสังคมอย่างหลากหลาย เพื่อสร้างกลุ่มก้อนไอเดียใหม่ๆ สู่องค์กรแห่งนี้ ขณะเดียวกัน บุคลากรภายในก็มีการเปิดกว้างในทุกๆ ระดับ ตั้งแต่ระดับอธิการบดีจนถึงเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการ เหล่านี้คือกระบวนการสำคัญที่ทำให้เราผลักดันนวัตกรรมด้านการศึกษาใหม่ๆ ออกมาได้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

GMBiZ : ถ้าขยายภาพของ Progressive ในรูปแบบของหลักสูตรจะออกมาเป็นอย่างไร

ดร.ดาริกา : อย่างที่กล่าวไปว่าพวกเราเปิดกว้างทางความคิดเพื่อรับไอเดียใหม่ๆ ทำให้เราพยายามวิเคราะห์พฤติกรรมของคนและความต้องการตลาดมาแปลงเป็นหลักสูตรที่ค่อนข้างตอบโจทย์ อย่างตอนนี้เราเปิดตัวหลักสูตรปริญญาตรี สาขาธุรกิจการบิน (Aviation Business) คณะการท่องเที่ยวการโรงแรม เพื่อให้คนในอุตสาหกรรมการบินในด้านบริการ เทคโนโลยี และการบริหารจัดการภาคพื้นดินได้เรียนภาษาอังกฤษและภาษาที่ 3 เช่น ภาษาจีน ภาษาบาฮาซาและอื่นๆ รวมทั้งได้เรียนรู้กับสายวิชาที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจการบิน เช่น บริษัททัวร์ บริษัทโลจิสติกส์ เป็นต้น

ในส่วนของปริญญาโทก็จะมีหลักสูตรใหม่ ‘กฎหมายทางการแพทย์’ คณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ นำวิชาทางการแพทย์และวิชาชีพด้านกฎหมายมาผสมผสานเป็นอีกความก้าวหน้าของหลักสูตรนิติศาสตร์ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อวิชาชีพอัยการ ผู้พิพากษา ทนาย รวมถึงนักกฎหมายทั่วไป

‘การบริหารจัดการธุรกิจแบบบูรณาการ’ คณะบริหารธุรกิจ เป็นการเรียนแบบบูรณาการไม่ได้เรียนแบบเนื้อหาเป็นก้อนๆ หรือเจาะเฉพาะศาสตร์ด้านธุรกิจใดธุรกิจหนึ่ง แต่เรียนรู้กระบวนการในการทำธุรกิจจริง

‘สาขาวิชาวิศวกรรมข้อมูลขนาดใหญ่’ (Big Data Engineering) เป็นสาขาที่มีส่วนสำคัญในการวางแผนหรือการจัดระบบข้อมูลที่มีขนาดใหญ่ให้เป็นระเบียบง่ายต่อการค้นหาและดึงข้อมูลมาประกอบการตัดสินใจ ซึ่งแต่ก่อนอาจจะเป็นแค่การบริหารจัดการข้อมูล แต่ตอนนี้มันเป็นเทรนด์ที่สำคัญมาก สาขาวิชาเหล่านี้บางคนแทบจะนึกไม่ถึง แต่มันเป็นประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตและวิชาชีพในสมัยนี้ ซึ่งเรากล้าที่จะสร้างสรรค์ออกมา

GMBiZ : การทลายกำแพงเพื่อคิดค้นหลักสูตรใหม่ๆ มีปัจจัยใดเป็นตัวกระตุ้นบ้าง

ดร.ดาริกา : ต้องยอมรับว่า ยุคนี้เป็นยุคของเจเนอเรชั่นวาย (Gen Y) เต็มตัว เด็กรุ่นใหม่หลายคนมีวิธีคิดที่เปลี่ยนไปมาก บางคนเรียนจบสาขาหนึ่ง แต่พอไปทำงานก็ไม่ตรงกับสาขาที่เรียน เพราะเหมือนเรียนศาสตร์บังคับให้จบๆ แต่ในความเป็นจริงแล้วเราเชื่อว่าแต่ละคนมองหาสิ่งที่ตรงกับความเป็นตัวของตัวเอง แต่มันยังไม่มี ดังนั้น หลักคิดแบบ Progressive จึงเหมือนกับการสอดรับกับสิ่งที่พวกเขากำลังแสวงหา

นอกจากนี้ เราก็พยายามสร้างบรรยากาศให้เข้ากับคนกลุ่มนี้ด้วย เช่น การเปิดกว้างเพื่อการติดต่อสื่อสารกับคณาจารย์และบุคลากรส่วนสำคัญๆ กับนักศึกษา เราจะให้ทุกคนเปิดเฟซบุ๊คเพื่อติดต่อกับเด็กทุกคนเป็นการส่วนตัวได้ทันที เพราะเราเชื่อว่าพฤติกรรมของเด็กยุคนี้จะไม่อดทนเสียเวลาเมื่ออยากซักถามหรือบอกปัญหา สิ่งเหล่านี้จึงต้องรวดเร็วแบบเรียลไทม์

บางกรณีเราก็เซ็ตอัพขึ้นมาเป็นบริการเลยก็มี เช่น โครงการ Student Service คอนเซ็ปต์คือให้บริการนักศึกษาในทุกๆ เรื่อง ณ จุดๆ เดียวเพื่อใช้บริการได้ทุกอย่าง เช่น จ่ายเงิน ลงทะเบียน คำขอทรานสคริปต์ ตรงนี้เป็นบริการที่เราทำเสิร์ฟให้นักศึกษา Gen Y และเป็นการรองรับนักศึกษาทุกระดับตั้งแต่ปริญญาตรี โท เอก เพื่อให้เขาได้ทำธุรกรรมทันใจขึ้น

GMBiZ : คนเจนนี้เอาแต่ใจพอสมควรเลยใช่ไหม

ดร.ดาริกา : ใช่เลยและนั่นก็ทำให้เราต้องปรับทัศนคติให้กับบุคลากรของเราเพิ่มเข้าไปด้วย เช่น เราใช้ระบบกัลยาณมิตรฝังเข้าไปอยู่ในดีเอ็นเอของอาจารย์ อาจารย์จะไม่ได้มีหน้าที่ดูแลแค่เรื่องการเรียนการสอน แต่จะต้องดูแลนักศึกษาเหมือนกับแม่ดูแลลูก พี่ดูแลน้อง ไม่ใช่แค่เรื่องเรียน แต่ยังต้องเสริมการดูแลสวัสดิภาพ สวัสดิการของนักศึกษา ซึ่งในส่วนนี้เป็นการต่อยอดแคมเปญสู่อ้อมกอดที่เราทำมาร่วม 10 ปี ให้เข้มข้นขึ้น

ยุคนี้เป็นยุคของ ‘Gen Y’ เราเชื่อว่า แต่ละคนมองหาสิ่งที่ตรงกับความเป็นตัวของตัวเอง แต่มันยังไม่มี ดังนั้น หลักคิดแบบ ‘Progressive’ จึงเหมือนกับการสอดรับกับสิ่งที่พวกเขากำลังแสวงหา

GMBiZ : ทำไมต้องมีระบบกัลยาณมิตร ระบบอาจารย์ที่ปรึกษาไม่ตอบโจทย์หรือ

ดร.ดาริกา : เพราะต้องยอมรับว่า เด็กนักศึกษาส่วนใหญ่จะมีสัดส่วนจากต่างจังหวัดมากพอสมควร ยิ่งถ้าเป็นเด็กปีหนึ่งด้วยแล้วเขาย่อมรู้สึกโดดเดี่ยว แต่เราเซ็ตอัพสิ่งนี้ขึ้นมาเพื่อให้เขารู้สึกถึงความอบอุ่นเหมือนอยู่กับครอบครัว เดินไปคุยกับอาจารย์ได้ทุกเรื่อง ทั้งเรื่องการเรียนการสอน การใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัย กิจกรรมนอกห้องเรียนมีอะไรน่าสนใจให้ทำบ้าง ไม่ใช่เลิกเรียนแล้วไปรวมตัวกันเข้าแหล่งอบายมุข นี่คือเราดูแลเด็กปี 1 ให้ใกล้ชิดกว่าปกติ

ส่วนเด็กใกล้จบเราก็มีการทำโครงการในลักษณะเทรนน้องไปสู่โลกอาชีพ ซึ่งทำมาเป็น 10 ปีเช่นกัน เช่น พาไปเทรนเรื่องบุคลิกภาพ ทานข้าวในโรงแรม เต้นรำแบบยูโรเปี้ยน และพัฒนาความคิดในการอยู่กับคนในสังคมต่างๆ และช่วงหลังๆ ก็เสริมพื้นฐานทางไอทีและภาษาอังกฤษเข้าไปให้แน่นด้วย

GMBiZ : ไม่พูดถึงเออีซีคงจะไม่ได้ เตรียมพร้อมรับมืออะไรไว้บ้างแล้ว

ดร.ดาริกา : ก่อนอื่นที่ขาดไม่ได้คงเป็นเรื่องภาษาที่หลากหลาย เราอยากเน้นเรื่องภาษาต่างชาติที่เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมรอบตัว อย่างตอนนี้เราเข้มข้นกับหลักสูตรด้านภาษาใหม่ๆ เช่น ภาษาบาฮาซา ซึ่งเป็นภาษาที่ใช้ในเออีซีมากที่สุด ขณะเดียวกัน ภาษาจีนก็เป็นอีกภาษาที่เราให้ความสำคัญมาก สถาบันของเราก็ได้รับการยอมรับเรื่องนี้สูงในประเทศจีน มีนักศึกษาทั้งในและต่างประเทศเข้ามาเรียนกับเราเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะกับนักศึกษาต่างประเทศ

บางคนอาจจะมองว่า ทำไมเขาไม่ไปเรียนที่ประเทศจีนโดยตรง เรามองว่านั่นเป็นเพราะประเทศไทยเป็นประเทศที่น่าอยู่ การท่องเที่ยวก็ดี วิิถีชีวิตความอบอุ่นก็ดี ยิ่งสถาบันของเราให้ความสำคัญกับการดูแลนักศึกษา อีกทั้งมีผู้สอนที่มีความ สามารถด้านภาษาจีนขั้นเลิศมาเป็นผู้สอนด้วย

เร็วๆ นี้ จะมีการจัดตั้งสถาบันขงจื่อเส้นทางสายไหมทางทะเล เพื่อเผยแพร่วัฒนธรรมจีนและภาษาจีน ซึ่งเหตุที่สถาบันฮั่นปั่นแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนเลือกเราเป็นสำนักงานเลขานุการ เพื่อตั้งสถาบันในประเทศไทย นั่นเพราะเรามีความสัมพันธ์ที่ดีกับพระพรหมมังคลาจารย์ (ท่านเจ้าคุณธงชัย) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยาราม ประธานมูลนิธิร่มฉัตร ซึ่งท่านจะเป็นประธานของสถาบันนี้ ตอนนี้อยู่ในช่วงของการวางแผนดำเนินงาน

GMBiZ : แสดงว่าหลักสูตรภาษาจีนของ DPU แข็งแกร่งมาก

ดร.ดาริกา : ใครพูดก็ต้องบอกว่าของตัวเองดีกว่า (หัวเราะ) แต่เรามองในเชิงผลตอบรับจากผู้หลักผู้ใหญ่หรืออุปทูตคนจีนที่ให้การยอมรับเรามาก เขามองเราเป็นมหาวิทยาลัยเบอร์หนึ่งเกี่ยวกับเรื่องภาษาจีนในไทย แม้เราจะเพิ่งเริ่มในช่วง 3-4 ปีหลังก็ตาม เราคิดว่าตอนนี้ส่วนแบ่งตลาดของเรามีมากที่สุดในไทย และตอนนี้คนก็สนใจมาเรียนกับเราเยอะมาก แต่เราก็ต้องเบรกไว้ เพราะความสามารถในการรองรับคนของเรายังมีไม่มาก ฉะนั้น จากนี้ไปเราต้องจัดทัพบุคลากรหลักสูตรนี้ให้แข็งแกร่งก่อนที่จะเปิดตัวให้กว้างขวางกว่านี้ เพราะเราไม่อยากรับมาแล้วดูแลไม่ได้

GMBiZ : คิดว่าการบริหารธุรกิจการศึกษาของที่นี่ยังขาดอะไร อยากเพิ่มอะไร

ดร.ดาริกา : สิ่งที่ขาดอยู่นั้นคือ ยังขาดคนที่มีความคิดที่กล้าฉีกกฎเดิมๆ เพราะเราต้องหมุนไปตามโลก มันจะทำให้เราเจอความคิดแปลกๆ แผลงๆ แต่นำมาต่อยอดได้ ยกตัวอย่างกรณีคนเจนนี้ต้องมีว้าวไอเดีย (Wow Idea) สินค้า (หลักสูตร) ดัง 3 ปีดับ หากไปพูดกับคนสมัยก่อนว่า ลองบอกเปิดหลักสูตรนี้ 4 ปีแล้วดับ เขาคงไม่ยอมเพราะเขาอยากให้มันอยู่ไปตลอด แต่เทรนด์ใหม่มันเป็นอย่างนั้น แต่เราจะจับโครงสร้างเพื่่อเปิด-ปิดได้ตลอดเวลา หลักสูตรก็ต้องเร็วตามความเปลี่ยนแปลงด้วย

GMBiZ : เราต้องการคนรุ่นใหม่ ผสมผสานกับประสบการณ์ของคนรุ่นอาวุโสในองค์กร

ดร.ดาริกา : เขาเชื่อมต่อกับลูกค้าเราไม่ติด เราไม่ได้มองว่าคนรุ่นเก่าไม่เวิร์ค เรามีคนรุ่นเก่าที่กล้าลอง กล้าบ้ากับเราก็มีอย่าง ม.ร.ว.รมณียฉัตร ดิศกุล ที่ปรึกษาอธิการบดี DPU ท่านเป็นคนที่เปิดกว้าง พร้อมลุย พร้อมลองกับคนรุ่นใหม่ แต่ในเมื่อเราเป็นมหาวิทยาลัยเอกชนที่เก่าแก่ที่สุด เราก็ต้องรีเฟรชตัวเองเป็น เพื่อจับทางตลาดให้ได้ เพราะหากเปรียบเทียบกับสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 ซึ่งมีบุคลากรเก่าๆ เหมือนกัน แต่เขาจับคน Gen Y ได้ เราก็ต้องพยายามทำให้ได้เช่นกันและถือเป็นเรื่องสำคัญที่เราต้องทำ

GMBiZ : ฝ่ายบุคคลของที่นี่ก็คงต้องทำงานหนักขึ้น

ดร.ดาริกา : เราต้องใช้ฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) เพื่อสร้างสมดุล น้องๆ แรง ไอเดียบรรเจิด HR ก็ต้องสร้าง Happy Workplace อันนี้ช่วยได้ บางครั้งมันเป็นวัฒนธรรมที่เราต้องปรับเข้าหากันระหว่างคนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่ คนรุ่นใหม่อาจมี Passion แต่ประสบการณ์ของผู้อาวุโสก็มองข้ามไม่ได้ ไม่มีอะไรผิดและเป็นอย่างนี้ในทุกมหาวิทยาลัย

GMBiZ : ท้ายสุดในฐานะทายาทรุ่นที่ 3 อยากเห็น DPU เป็นอย่างไรในอนาคต

ดร.ดาริกา : อยากเห็นสถาบันการศึกษาในบ้านเราเปิดให้ผู้เรียนสามารถเลือกเรียนแบบ Customize ได้ เลือกเรียนได้ตามสไตล์ Gen Y ไม่ต้อง สนใจว่าดีกรีคืออะไร เลือกวิชาที่อยากจะเรียนให้เหมาะสมกับตัวตนของเรา ซึ่งนี่คือความฝัน

เราอยากเปิดให้นักศึกษาสามารถเลือกช้อปหลักสูตรที่ตนเองอยากเรียนเหมือน Shopping Basket ซึ่งในต่างประเทศทำได้ แต่สำหรับประเทศไทยคงไปติดหลักเกณฑ์ของภาครัฐ แต่นี่คงเป็นอะไรที่ต้องสร้างมาตรฐานขึ้นมา

เราเชื่อว่า นี่จะเป็นเทรนด์ของการศึกษาในอนาคต

เรื่องอื่นๆในหมวดนี้






b11e2f9390f1cc619597fccfe938f52d