กระทิง เรืองโรจน์ พูนผล

นับเป็นอีกรูปแบบธุรกิจที่ทวีความสำคัญและส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกในอนาคตสำหรับ ‘สตาร์ทอัพ’ (Startup) ธุรกิจเริ่มต้นที่มีการเติบโตแบบก้าวกระโดด ที่ปัจจุบันได้รับความสนใจมากขึ้นเรื่อยๆในทุกประเทศทั่วโลก 

สำหรับประเทศไทย ‘สตาร์ทอัพ’เริ่มเป็นที่รู้จักในช่วงไม่กี่ปีมานี้ มีการเปิดโรงเรียนเพื่อผลิตผู้ประกอบการและมีการก่อตั้งกองทุนสนับสนุนสตาร์ทอัพโดยเฉพาะขึ้น และหากเอ่ยถึงคนไทยที่เป็นคลื่นระลอกแรก (First Wave) ของวงการสตาร์ทอัพไทยที่จุดประกายให้คนรุ่นใหม่กล้าที่จะคิดต่างและออกมาเป็นนายตัวเองมากขึ้น ผ่านการเป็นสตาร์ทอัพ คงหนีไม่พ้น ‘กระทิง’ เรืองโรจน์ พูนผล คนไทยอีกคนหนึ่งที่เข้าไปตามหาความฝันของตนเองในซิลิคอน วัลเลย์ จนได้นั่งในตำแหน่งผู้บริหารชั้นสูงขององค์กรระดับโลกอย่าง Google และกลับมานั่งเก้าอี้ผู้บริหารองค์กรชั้นนำมากมายในไทย ไม่ว่าจะเป็นหนึ่งในทีมผู้ริเริ่มโครงการ Accelerate ของ dtacโรงเรียนสอนสตาร์ทอัพ และยังเป็นที่ปรึกษาด้าน FinTech ให้กับธนาคารชั้นนำของไทย

จริงๆ แล้วหากได้มองถึงชีวิตของกระทิง ก็เรียกว่าเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนที่อยากหันมาเป็นสตาร์ทอัพได้อย่างดีเยี่ยม ชีวิตของเขาปราศจากการโรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่มาจากความพยายาม จากเด็กต่างจังหวัดที่ไม่มีความมั่นใจในตัวเอง การเรียนระดับกลางๆ สู่การเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด และได้ทำงานในสำนักงานใหญ่ Google ก่อนจะออกมาทำกิจการของตัวเอง เขาใช้ชีวิต 7 ปี ในซิลิคอน วัลเลย์ (Silicon Valley) ดินแดนแห่งความรู้  โอกาส ประสบการณ์ ดินแดนที่เป็นศูนย์รวมของธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงโลก แล้วกลับมาเป็นผู้เพาะเมล็ดพันธุ์ สตาร์ทอัพในเมืองไทย ในปี 2555 ประสบการณ์ในการทำงานที่สำนักงานใหญ่ Google เป็นหัวหน้าฝ่ายการตลาดเอเชีย และออสเตรเลีย แล้วก็ได้ขึ้นมาดูการตลาดทั้งโลกของโปรเจ็กต์Google Earth ทำ Google Mars และ Google Moon 

แต่หลังจากนั้นเขาก็บอกลา Google และออกมาเปิดบริษัทของตัวเองในซิลิคอน วัลเลย์ ก่อนจะกลับเมืองไทยด้วยเหตุผลว่า อยากกลับมาดูแลครอบครัว และรวมถึงอยากจะนำประสบการณ์ เวลาที่กอบโกยวิชาความรู้ในซิลิคอน วัลเลย์ มาสร้าง Ecosystem เพื่อเปิดโอกาสให้คนที่มีฝันและมีความตั้งใจจริง ตั้งแต่การเปิดโรงเรียนบ่มเพาะผู้ประกอบการสตาร์ทอัพไทยที่ใช้ชื่อว่า Disrupt University พร้อมกับนั่งเก้าอี้ทำงานใน บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) (dtac) ทั้งยังร่วมกุมบังเหียนบริหารกองทุน 500 TukTuks กองทุนร่วมลงทุนของกลุ่ม 500 สตาร์ทอัพ จากซิลิคอน วัลเลย์ สหรัฐอเมริกา ซึ่งถือเป็นหนึ่งในกองทุนที่แอ็คทีฟมากที่สุดของไทยในปัจจุบัน ร่วมกับ หมู-ณัฐวุฒิ พึงเจริญพงศ์ แห่ง Ookbee จนวันนี้คนในวงการต่างตั้งฉายาให้ว่า ‘ก็อดฟาเธอร์ของวงการสตาร์ทอัพเมืองไทย’ (Godfather of Thai Startup)

แน่นอนว่าทุกวันนี้เราคงเริ่มคุ้นกับคำว่าสตาร์ทอัพมากขึ้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว อะไรคือความน่าสนใจของสตาร์ทอัพ และอนาคตของมันจะเป็นอย่างไร นั่นคือบางข้อข้องใจที่ยังถูกตั้งคำถามปลายเปิดไว้อยู่ และฉบับนี้ GMBiZ ได้พูดคุยกับกระทิง ไขคำตอบเกี่ยวกับสตาร์ทอัพไทยจากเขาอย่างน่าสนใจ

 

GMBiZ : ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา วงการสตาร์ทอัพไทยมีความเคลื่อนไหวมากน้อยแค่ไหน

กระทิง : ผมว่าตั้งแต่ปี 2012 สตาร์ทอัพไทยอยู่ในช่วงเพิ่งก้าวเดิน ล่วงเลยมาจนถึงปี 2013 ก็ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่พอปี 2014 ทุกอย่าง Peak up ขึ้นมา อย่างผมได้มาร่วมกับทาง dtac ทำ dtac Accelerate ซึ่งเป็นโครงการเร่งเครื่องและบ่มเพาะผู้ประกอบการที่ดีที่สุดของเมืองไทย ก็สังเกตเห็นจำนวนสตาร์ทอัพกว่า 70% ที่เข้าร่วมโครงการนี้สามารถระดมทุนได้ มูลค่าบริษัทเพิ่มขึ้น 15 เท่าภายใน 1 ปี รวมถึงผมเองก็ได้เปิด 500 TukTuks เป็น Venture Capital Fund เอาทุนจากซิลิคอน วัลเลย์ และทุนส่วนตัวของผมมาตั้งกองทุนสำหรับลงทุนกับสตาร์ทอัพ ก็ได้มีโอกาสลงทุนไปกับสตาร์ทอัพมากขึ้นเรื่อยๆ พอ 2016 ภาครัฐเข้ามาส่งเสริมและมีงานใหญ่อย่างงาน Startup Thailand 2016 มันก็เลยบูมไปกันใหญ่ 

ฉะนั้นในอนาคตผมเชื่อว่าสตาร์ทอัพไทยจะมีมูลค่าบริษัทเกิน 1,000 ล้านเหรียญ ในอีก 5 ปีข้างหน้า และเราจะมีบริษัทไทยในระดับ Unicorn (สตาร์ทอัพที่มีการประเมินราคาไว้มากกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) เป็นจำนวนมาก และมันจะกลายเป็นฮีโร่ทางเศรษฐกิจตัวใหม่ให้กับประเทศไทยได้เลย

GMBiZ : คุณคิดว่าสตาร์ทอัพจะกลายเป็นธุรกิจกระแสที่ใครๆ ก็อยากเข้ามาแบบฉาบฉวยหรือไม่

กระทิง : เรื่องนี้สำคัญมากครับ เพราะสตาร์ทอัพก็คือธุรกิจประเภทหนึ่งที่มีความอิสระในการคิดหรือสร้างสรรค์โมเดลธุรกิจใหม่ๆ ออกมา และมันก็เป็นแนวธุรกิจที่สร้างแรงบันดาลใจแก่คนรุ่นใหม่สูง แต่ต้องบอกก่อนว่า บางคนเข้าใจผิดว่าสตาร์ทอัพมันเป็นงานสบาย ใช้ชีวิตได้แบบสโลว์ไลฟ์ รวยก็เร็ว มันอาจจะมีความใช่ปนกับไม่ใช่อยู่ เพราะความเป็นจริงแล้วสตาร์ทอัพก็คือธุรกิจประเภทหนึ่งที่ทำซ้ำและสร้างการเติบโตได้อย่างรวดเร็ว แต่ขณะเดียวกันโอกาสสำเร็จก็ไม่มากอย่างที่หลายคนอาจจะวาดฝันไว้ 

GMBiZ : แบบนี้เสน่ห์ของสตาร์ทอัพคืออะไร

กระทิง : เสน่ห์ของสตาร์ทอัพ คือการเติบโตทางธุรกิจ แต่ผมต้องบอกก่อนว่าไม่ใช่ทุกคนที่เหมาะเป็นเจ้าของหรือผู้ก่อตั้ง (Founder) ของสตาร์ทอัพทั้งหมด บางคนอาจจะเหมาะกับการเป็น SME ก็ได้ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องผิด เพราะโมเดลของ SME มีความชัดเจนในตัวของมัน มีข้อมูล มีต้นทุน มีร้านค้า มีแผนธุรกิจที่มีคนทำกันมาเป็นจำนวนมาก พูดกันตรงๆ ก็คือมีความแน่นอนกว่าสตาร์ทอัพเยอะ ผมกล้าพูดเลยว่าการทำสตาร์ทอัพเสี่ยงมาก เรียกได้ว่าอัตราความสำเร็จของการทำธุรกิจสตาร์ทอัพทั่วโลกมีการประเมินอยู่ที่ 1% เท่านั้นเอง 

นั่นก็เพราะ ทุกคนที่อยากมาเป็นสตาร์ทอัพต่างคิดกันหมดว่าวันหนึ่งตนอาจจะกลายเป็น มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก แต่เขาไม่เคยคิดถึงระหว่างทางกันเลย คุณพร้อมจะเจอเรื่องแย่ๆ ไหม ถ้าโมเดลของคุณพลาด ถูกลูกค้าต่อว่า โดนนำไปเป็นกระแสลบในพันทิป คุณจะก้าวข้ามมันได้ไหม ไม่ใช่จะเห็นแต่ด้านที่รุ่งโรจน์อย่างเดียว ผมเปรียบแบบนี้ละกันว่าหลักคิดของสตาร์ทอัพเหมือนการ
กระโดดลงจากเหว แล้วต้องประกอบเครื่องบินให้เสร็จก่อนจะตกถึงก้นเหว คุณนึกภาพตามดูละกัน

 แต่แน่นอนว่า ถ้าคุณมีความพร้อม มีไอเดีย บวกเข้าใจความหมายของคำว่าธุรกิจ โดยเฉพาะกับการสร้างโมเดลบางอย่างที่ผมอยากแนะอ้อมๆ ว่า เป็นการ Disrupt ธุรกิจเก่า ที่เป็นอนาคตให้ธุรกิจนั้นๆ จนเติบโตได้แบบก้าวกระโดด ซึ่งโมเดลนั้นๆ ก็ไม่จำเป็นต้องอิงกับเทคโนโลยีก็ได้ แต่ส่วนมากมันจำเป็นต้องมีเทคโนโลยีเข้ามาช่วย ไม่อย่างนั้นจะโต 10 เท่าต่อปีไม่ได้ อย่างเช่น ร้านกาแฟมันโต 10 เท่าต่อปีไม่ได้ นั่นคือความมหัศจรรย์ของสตาร์ทอัพ โดยหัวใจของสตาร์ทอัพคือการสร้างโมเดลธุรกิจที่นำไปทำซ้ำและขยายขนาดต่อได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งส่วนมากการใช้เทคโนโลยีมักจะเป็นคีย์สำคัญที่สตาร์ทอัพนำมาปรับใช้เสมอ

GMBiZ : ภาพธุรกิจสตาร์ทอัพแบบไหนที่พอจะทำให้เข้าใจเกี่ยวกับ Success Startup Case

กระทิง : นาทีนี้ถ้าจะให้เห็นภาพกันชัดๆ ก็คงหนีไม่พ้นกลุ่มที่กำลัง Disrupt ธุรกิจบางอย่าง ที่ผมมองว่ามันเป็นปัญหาได้ชัดเจนมาก อย่าง Uber เขาคือธุรกิจแท็กซี่ที่ใหญ่ที่สุด แต่ไม่มีแท็กซี่เลย หรือแม้แต่ Airbnb เป็นโรงแรมที่ใหญ่ที่สุดในโลกแต่ไม่มีห้องเป็นของตัวเองเลย 

สิ่งที่เห็นได้ชัดของโมเดลเหล่านี้ คือการแปลงธุรกิจไปสู่สิ่งที่เรียกว่าแพลตฟอร์มให้ได้ พยายามทำให้ตนเองเป็น ‘ตัวกลาง’ ฉันเป็นแค่คนกลาง คือฉันไป Disrupt ตัวกลางดั้งเดิม Disrupt ธุรกิจดั้งเดิม เหมือนกันวันนี้คุณลองดู YouTube เขาไม่ได้มีคอนเทนต์เป็นของตัวเองเลย แต่ YouTube กลับมีคอนเทนต์จำนวนมหาศาล โดยให้ลูกค้าเป็นคนอัพโหลดคลิปวิดีโอเข้าไป เฉกเช่นเดียวกันกับ Android แพลตฟอร์มแอปพลิเคชันที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่มีแอปฯ เป็นของตัวเองไม่ถึง 10 แอปฯ เลยด้วยมั้ง แต่เขาทำตัวเองให้เป็นตัวกลาง ปล่อยพื้นที่ให้คนพัฒนาแอปฯ เข้ามาไว้ในสโตร์ ผมยกตัวอย่างแบบนี้น่าจะนึกภาพออกนะ 

GMBiZ : แต่การเป็นตัวกลางหรือการสร้างโมเดลเพื่อไป Disrupt บางทีมันก็ไม่ใช่เรื่องง่าย

กระทิง : แน่นอนอยู่แล้วครับ...ผมว่าหลักสำคัญของสตาร์ทอัพ คือการวิเคราะห์ปัญหาที่มีอยู่ในปัจจุบัน และกล้านำเสนอ + ต่อยอด ความคิดที่ผุดขึ้นไปแก้ไขจุดบกพร่องบางประการที่จะช่วยให้ชีวิตของคนดีขึ้น รวมถึงสามารถทดแทนธุรกิจบางประเภทที่กำลังจะถึงทางตันให้เกิดการต่อยอด ซึ่งจริงๆ แล้วมันไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องเทคโนโลยีเท่านั้นนะครับ เพียงแต่เทคโนโลยีมักจะเป็นตัวเร่งการเติบโตให้ธุรกิจสตาร์ทอัพได้อย่างรวดเร็ว 

 ผมว่ากรณีแบบ Uber หรือ Airbnb เป็นโมเดลที่เกิดขึ้นมาจากการแก้ปัญหาเหล่านั้น เข้าใจปัญหาบางอย่างในโลกออฟไลน์ และนำโซลูชัน บวกเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาสร้างเป็นโมเดลธุรกิจที่ตอบโจทย์ไลฟ์ไซเคิลของชีวิตคน ด้วยการเป็นตัวกลางของห่วงโซ่อุตสาหกรรมเท่านั้นเอง

GMBiZ : ใครคือตัวอย่างสุดเจ๋งด้านสตาร์ทอัพที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจได้ดีในมุมของคุณ

กระทิง : ส่วนตัวผมมองว่าเป็น Google นะ และในปัจจุบันเขาก็ยังเป็นสตาร์ทอัพในมุมของผมอยู่ เพราะ Google ไม่เคยหยุดคิดที่จะสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ Disrupt สิ่งเก่าๆ ที่เริ่มถูกลดบทบาทไป แม้เขาจะใหญ่โตแค่ไหน เขาก็ไม่เคยหยุด นั่นคือวิธีคิดที่ถูกต้องของการเป็นสตาร์ทอัพ ซึ่งผมเรียกเขาว่า The Big Startup 

มีหลากหลายบริษัทสตาร์ทอัพถามผมคำถามหนึ่งบ่อยๆ ว่า เมื่อพวกเขาก้าวเข้ามาเป็นสตาร์ทอัพแล้ว มันจะมีจุดจบของวงจรนี้หรือไม่ พูดง่ายๆ ก็คือ เมื่อไรถึงจะก้าวไปสู่จุดเรียกว่าองค์กรขนาดใหญ่ ผมก็ตอบไปทันทีว่า หากคุณเป็นสตาร์ทอัพแล้ว คุณต้องเป็นไปตลอด ถ้าวันไหนคุณกลายเป็นองค์กรใหญ่หรือบริษัทใหญ่ คุณจะถูกฆ่าและถูก Disrupt ทันที เพราะความหมายที่แท้จริงของสตาร์ทอัพ มันคือ Speed + Develop = S-curve ผมถึงบอกไงว่า Google ก็คือสตาร์ทอัพรายหนึ่ง แต่เป็น The Big Startup

GMBiZ : ปัญหาของวงการสตาร์ทอัพในไทยตอนนี้คืออะไร

กระทิง : เรื่องนี้น่าสนใจนะ ผมมองว่าตอนนี้บางคนมองสตาร์ทอัพเป็นเรื่องของเทคโนโลยี มอง Google มอง Facebook มอง LINE เป็นแม่แบบ แต่จริงๆ แล้วสตาร์ทอัพมีหลากหลายโมเดล และทุกๆ โมเดลก็มีความหมายในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ เพียงแต่ต้องรู้ว่าประเทศนั้นๆ มีอะไร หรือ ไม่มีอะไร

อย่างในประเทศไทย ผมรู้สึกห่วงนิดหนึ่งว่าบางโมเดลเกี่ยวกับสตาร์ทอัพที่จะสร้างสรรค์ขึ้นมาเพื่อเป็นกระดูกสันหลังของประเทศชาติ กลับไม่มีให้เห็นมากเท่าไร เช่น กลุ่มเพื่อสุขภาพ (HealthTech) ผมยังแทบไม่เห็นเลย หรือแม้แต่เรื่องของการศึกษา (EdTech) ก็เช่นกัน ยังพบเจอน้อยมาก ทั้งๆ ที่อุตสาหกรรมเหล่านี้ใหญ่มากในต่างประเทศ เช่น ใน USA มีสตาร์ทอัพระดับ Unicorn เยอะมาก มีกองทุนที่ตั้งเพื่อสนับสนุนต่อโมเดลมากกว่า 200 ล้านเหรียญสหรัฐฯ แต่ที่เมืองไทยไม่มีเลย 

ประเด็นนี้ทำให้ผมมองว่าบางครั้งเราไปหลงกับ ‘ความเซ็กซี่’ มากเกินไป สตาร์ทอัพไทยบางครั้งอาจจะมองข้ามและไม่ได้คิดธุรกิจจากการเจาะลึกถึงปัญหาบางอย่าง ซึ่งผมก็เข้าใจนะว่าในบางอุตสาหกรรมนั้นมันไม่ได้เซ็กซี่จริงๆ นั่นแหละ ทำแล้วไม่เท่ สู้ทำโมบายแอปฯ ทำแอปฯ แชตก็ไม่ได้ ผมเปรียบให้เห็นภาพง่ายๆ เลยก็คือ บางทีเราก็ไปทุ่มโฟกัสกับบางสิ่งบางอย่างที่มีความสำคัญต่อประเทศแค่ 1% และเรากลับให้ความสำคัญแค่ 1% กับบางสิ่งที่ประเทศกำลังต้องการ และนั่นก็คือการทิ้งโอกาสบางอย่าง น่าเสียดายทีเดียว

GMBiZ : อะไรคือความท้าทายของคนที่จะก้าวมาเป็นสตาร์ทอัพ 

กระทิง : (คิดเล็กน้อย)…ผมขอพูดในแง่ของประสบการณ์ส่วนตัวละกัน โดยอาจจะมองข้ามเรื่องความสำเร็จทางธุรกิจที่ใครๆ ต่างก็อยากให้เกิดขึ้นนะครับ 

 จริงๆ แล้วจุดเด่นของสตาร์ทอัพอยู่ที่การเรียนรู้และสนุกไปกับมันแค่ไหน เพราะแค่ 1 ปี ที่คุณได้อยู่กับมัน คุณจะได้เรียนรู้อะไรเยอะมาก ต่อให้คุณล้มเหลวก็ตาม คุณก็ได้เรียนรู้อะไรเยอะมาก เพราะการทำสตาร์ทอัพ ก็คือการแปลงตัวคุณเองให้เป็นซีอีโอ เป็นเจ้าของธุรกิจที่ต้องทำและเรียนรู้ทุกๆ อย่าง ไม่ใช่แค่การคิดผลิตภัณฑ์ แต่ต้องควบคู่ไปกับการเรียนเรื่องออนไลน์มาร์เก็ตติ้ง การสร้างทีมขาย การบริหารจัดการทีมงาน การบริหารจัดการการเงิน และที่สำคัญอย่างมากคืออนาคตของมัน แค่เวลา 1 ปี เท่านั้นแหละ ผมกล้าพูดเลยว่าเหมือนทำงานมาเป็น 10 ปีเลย หากใครได้ลองมาสัมผัสกับธุรกิจสตาร์ทอัพ มันคือความท้าทายของอาชีพนี้จริงๆ ในมุมของผม

GMBiZ : ถ้ามองในอีก 5-10 ปี สตาร์ทอัพไทยจะขยายวงกว้างแค่ไหน

กระทิง :  เอาจริงๆ นะ ผมว่าสุดท้ายก็ไม่มีใครมาเป็นสตาร์ทอัพหมดหรอกครับ เพราะอย่างผมเองที่ได้นำ 500 TukTuks มาลงทุนในสตาร์ทอัพไทย ก็ลงทุนไปได้ไม่กี่ 10 บริษัทเอง โคตรน้อยเลยเมื่อลองไปเทียบกับจำนวน SME ในเมืองไทยที่มีกันเป็นหลักล้าน และในความเป็นจริง SME ก็ยังเป็นกระดูกสันหลังของธุรกิจ เพียงแต่อนาคตของสตาร์ทอัพจะเป็นส่วนหนึ่งที่หล่อเลี้ยงและยึดโยงไปกับฐานเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างมาก หากคุณวางแผนให้อยู่ในกรอบดีๆ 

แต่ก็เช่นกัน ผมก็มองว่าธุรกิจสตาร์ทอัพมีเส้นทางการขยายตัวของมัน โดยผมอยากให้ลองไปดูสตาร์ทอัพในประเทศเศรษฐกิจที่พัฒนาแล้วอย่างสหรัฐอเมริกา ซึ่งคุณคงทราบดีว่า Google, Facebook หรือ Apple เหล่านี้ต่างก็เป็นสตาร์ทอัพกันมาก่อน แต่วันนี้พวกเขากลายเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ TOP 50 ของโลก ผมจึงบอกว่ามันอยู่ที่วิธีคิดและการสร้าง Disrupt บางอย่างที่จะทำให้เกิดประโยชน์ต่อชีวิตคนจริงๆ มากกว่า และนั่นจะตอบคำถามได้เองว่าสตาร์ทอัพไทยจะขยายไปถึงจุดไหน

GMBiZ : ทิศทางของโมเดลสตาร์ทอัพไทยที่น่าสนใจ

กระทิง : ส่วนตัวแล้ว e-Commerce จะเป็นโมเดลที่มาแรงแน่นอน แต่จะเป็น e-Commerce ที่โฟกัสกลุ่มสินค้าเจาะจงแค่ 1 อย่าง เรียกว่าเอาให้เด่นไปทางเดียวเลย เช่น Warby Parker แบรนด์แว่นสายตาและแว่นตาดำที่มีโมเดลทางธุรกิจที่ไม่ซ้ำแบบใคร และทำทุกอย่างออกมาจากคำว่า Why ตั้งแต่วันแรก พวกเขาจึงถือเป็นแบรนด์แรกในโลกที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงด้วยการเริ่มต้นจากการขายผ่านออนไลน์เพียงช่องทางเดียว

คอนเซ็ปต์ง่ายๆ คือแทนที่จะไปจ้างผู้ผลิตและดีไซน์แว่นอีกต่อหนึ่งแล้วมาสร้างแบรนด์ เขาเลือกผลิตและออกแบบแว่นทั้งหมดด้วยตัวเองแล้วขายตรงให้กับลูกค้า เพียงเท่านี้พวกเขาก็สามารถชาร์จลูกค้าในราคาที่ลดลงเพราะไม่ต้องโดนเพิ่มต้นทุนจากผู้ผลิตหลายต่อ ถ้าเปรียบเทียบแว่นดีไซน์ของแบรนด์ดังๆ (เรย์แบน) ที่ขายอยู่ $200 พวกเขาสามารถทำแว่นที่เทียบเท่ากัน แต่ขายในราคาเพียง $95 เท่านั้น

แต่ด้วยคำว่าช่องทางออนไลน์ คงทำให้หลายท่านสงสัยว่าเขาทำได้อย่างไร เพราะลองนึกดูสิครับ ว่ามันเป็นไปได้ยังไง ที่คนคนหนึ่งจะสามารถตัดสินใจซื้อแว่นราคา $95 ได้โดยที่ไม่ได้ลองใส่กรอบหรือเลนส์บนหน้าตัวเอง แบบที่คนทั่วไปเขาทำกัน โดยสิ่งที่พวกเขาทำคือสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้บริโภคในการทดลองแว่น ได้แก่ การทำ Virtual Try-on ที่คุณสามารถเอารูปขึ้นไปไว้ในเว็บ แล้วกดเลือกแว่นที่คุณชอบ แว่นจะมาวางอยู่บนรูปหน้าคุณให้ได้เห็นว่า
ใส่แล้วออกมาเป็นยังไง ดูดีหรือไม่

แต่สำหรับบางคนที่ดูรูปแล้วยังไม่แน่ใจ ยังไงก็อยากเห็นของจริง เขานำเสนออีกวิธีคือ Home Try-on ที่คุณสามารถเลือกแว่น 5 แบบที่ถูกใจ แล้วเขาจะส่งแว่นทั้ง 5 แบบนี้มาให้ถึงบ้านฟรี เพื่อให้คุณได้เอาไปทดลองใส่ในชีวิตประจำวัน เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาได้ตามใจชอบเป็นเวลา 1 อาทิตย์แล้วคุณค่อยส่งคืนโดยฟรีค่าส่งเช่นกัน ทั้งหมดนี้ไม่มีข้อผูกมัดใดๆ ทั้งสิ้นว่าคุณจะต้องซื้อ แบบนี้แหละที่เรียกว่าตอบโจทย์ของคำว่าสตาร์ทอัพได้เจ๋งมากๆ มันคือ นวัตกรรม เพียงแก้ปัญหาเก่าด้วยคำตอบใหม่ที่ให้ผลลัพธ์ดีขึ้นกว่าเดิม ซึ่งในประเทศไทยก็มีธุรกิจหนึ่งที่ชื่อว่า Glazziq เป็นธุรกิจขายแว่นตาที่มีนวัตกรรมและการโฟกัสการขายสินค้าคล้ายๆ กัน 

ถัดมา คือ FinTech หรือสตาร์ทอัพที่เกี่ยวกับการเงิน ซึ่งตอนนี้เราคงได้ยินชื่อนี้กันมากขึ้น เพราะบรรดาสถาบันการเงิน การธนาคาร กำลังต้องการเทคโนโลยีบางอย่างเพื่อมาตอบโจทย์ธุรกิจของเขาในแง่ของการจัดการบางอย่างเพื่อเสิร์ฟในแง่ของความสะดวกสบายแก่ฐานลูกค้า แต่ก็ต้องดูว่าจะถูกกฎระเบียบจากแบงก์ชาติแค่ไหนด้วยหรือไม่ 

อีกเทรนด์หนึ่งก็คือสตาร์ทอัพเพื่อการศึกษา (EdTech) และสุดท้ายคือ PropertyTech / Real Estate Tech ซึ่งในเมืองไทยยังเห็นได้น้อย แต่ในอนาคตน่าจะได้เห็นกันมากขึ้น ผ่านรูปแบบของการทำตารางราคา การคาดการณ์ราคาสินค้า หรือหากจะซื้อควรซื้อที่ราคาเท่าไรจึงจะได้กำไร มันมีโมเดลเยอะมาก ไม่ใช่แค่การรีวิวโครงการตามสไตล์เว็บไซต์ ซึ่งทั้งหมดนี้ผมเชื่อว่าจะเข้ามามีบทบาทแน่นอนในอนาคตอันใกล้

GMBiZ : ท้ายสุดนี้ มีอะไรจะฝากถึงทุกภาคส่วนที่จะส่งผลต่อ Startup Ecosystem ของไทย

กระทิง : เนื่องจากวงการสตาร์ทอัพไทยเริ่มช้ากว่าคนอื่น เราเห็นสิงคโปร์นำหน้าเราไปเป็น 10 ปี เวียดนามก็สร้างกันมาเป็น 10 ปี อินโดนีเซียก็เดินมาได้ 5-6 ปี และกำลังฉายแสงได้อย่างน่าสนใจ ที่เป็นเช่นนี้ส่วนหนึ่งผมก็มองว่าเรื่องเหตุการณ์บ้านเมืองมันก็คงเป็นตัวแปรหนึ่ง และในสังคมบ้านเราก็ยังมีข้อจำกัดบางอย่าง เหมือนกรณี GrabBike และ Uber MOTO ที่เป็นข่าวอยู่พักหนึ่งในแง่ของการผิดกฎหมายด้านการขนส่งของไทยและถูกสั่งให้ยุติการบริการ มันคือสัญญาณที่ไม่ดีเอามากๆ เพราะทำให้เกิดภาพลบจากคนที่อยากมาลงทุนในบ้านเรา เช่น หากเขามาลงทุนไอ้นี่ปุ๊บ รัฐบาลเกิดบล็อกขึ้นมา นักลงทุนทำไง มันเป็นเรื่องของเพดานกฎระเบียบบางอย่างที่อาจจะต้องปลดล็อกบ้าง ผมไม่อยากยกประเทศเพื่อนบ้านมาเทียบนะ แต่สิงคโปร์เขามีสตาร์ทอัพเยอะมาก และรัฐบาลเขาก็สนับสนุนเต็มที่ ไม่มีการมาบล็อกหรือสร้างเงื่อนไขที่ไม่สมเหตุสมผล ถ้าสตาร์ทอัพรายนั้นๆ สร้างสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม เศรษฐกิจ และต่อประเทศ มันเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ที่เราจะต้องหาคำตอบชัดๆ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับ Startup Ecosystem ของบ้านเรา 

นอกจากนี้อยากฝากถึงทุกภาคส่วนที่จะสนับสนุน Startup Ecosystem ในบ้านเรา อย่าพยายามไปมุ่งสร้างสตาร์ทอัพในเชิงปริมาณ อยากให้เฟ้นหาธุรกิจที่เป็น Talent และผลักดันเขาดีกว่า เพราะบางครั้งผมเห็นเด็กไทยมีไอเดียดีๆ ชนะการประกวดในเรื่องต่างๆ แต่กลับไม่มีการผลักดันคนเหล่านี้ให้ต่อยอดเป็น Business Model สักเท่าไร ลองเฟ้นหาคนเหล่านี้ให้มากๆ และก็อย่าไปกังวลเรื่องเงินทุนสนับสนุน ผมกล้าพูดเลยว่าเงินสนับสนุนมันจะเกิดขึ้นจากการที่ Startup Ecosystem มีความแข็งแรง นักลงทุนจะเริ่มไหลเข้ามาช้อปปิ้งสตาร์ทอัพเอง ถึงเวลานั้นรอแค่สร้าง Matching Fund แก่สตาร์ทอัพน่าจะดีกว่า เท่านี้ ผมว่าเราจะได้เห็น S-curve ในวงการ Startup ไทยไม่ยากครับ และเหล่านี้เป็นสิ่งที่ผมอยากฝากไว้ครับ...  

How to be better Startup

  1. ตรวจสอบตัวเองว่าม’ Passion หรือความกระหายในการที่จะสร้างสรรค์สิ่งใดขึ้นมาในโลกแห่งสตาร์ทอัพแค่ไหน
  2. เหนือกว่าครีเอทีฟ เหนือกว่าทุกอย่าง ต้องมุ่งมั่น สตาร์ทอัพที่ประสบความสำเร็จทั่วโลกผ่านความยากลำบากมาแต่ไม่ล้มเลิก พอเริ่มทำแล้วต้องทำให้สุด 
  3. รู้จักเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ หมั่นสังเกตความเปลี่ยนแปลงของโลกและสังคมอย่างสม่ำเสมอ
  4. วันนี้คุณมีความสามารถในการสื่อสารแค่ไหน ควรเก่งภาษาอังกฤษ 
  5. ออกแบบกระบวนการภายในบริษัทให้ดี
  6. ออกแบบการบริการหลังบ้านที่ดี ให้ผู้ใช้บริการประทับใจ 
  7. ต้องมีความเป็นผู้นำและมีความเป็นมิตรเพื่อสร้างทีมเวิร์กจากกลุ่มคนที่มีฝันและหัวใจเดียวกัน 
  8. อย่าลืมหาที่ปรึกษาในหลายๆ ด้าน ทั้งในเชิงธุรกิจ การเงิน และความคิดสร้างสรรค์มาอยู่ข้างกาย

 Did you know?

  • ยุคนี้ CTO (Chief Technology Officer = ประธานฝ่าย IT) ควรจะเพิ่มพูนและอัพเดตความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีบางอย่างให้กับตนเองบ้าง เช่น การเรียนรู้ในวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีวิศวกรรม และคณิตศาสตร์ เพื่อต่อยอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางธุรกิจให้ตอบโจทย์ตรงต่อความเปลี่ยนไปของโลก
  • การหวังเพียงเงินระดมทุนจากหน่วยงานภาครัฐหรือโครงการสนับสนุนด้านการเงิน อาจจะไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้องอีกต่อไป สตาร์ทอัพ ที่ดีควรจะต้องสร้างโมเดลธุรกิจที่สามารถสร้างรายได้จากกลุ่มเป้าหมายหรือลูกค้าได้ด้วย ซึ่งตรงนี้จะทำให้มูลค่าธุรกิจสูงขึ้น และมีโอกาสสร้างแรงจูงใจจาก Venture Capital กระเป๋าหนักที่แสวงหาธุรกิจชั้นเลิศได้ไม่ยาก ลดการพึ่งพิงการช่วยเหลือ จากภาคส่วนต่างๆอันจะทำให้ระบบนิเวศของสตาร์ทอัพมีความแข็.แรงอย่างแท้จริง 
  • การทำโมเดลธุรกิจสตาร์ทอัพ ถ้าจะให้เวิร์ก ต้องเข้าใจระบบนิเวศของอุตสาหกรรมที่เข้าไปคลุกคลีอยู่ด้วย ซึ่งบางครั้งคุณอาจจะคิดค้นฟีเจอร์บางอย่างที่จะช่วยทำให้ระบบนิเวศนั้นๆ ดีขึ้น นอกเหนือจาก Core Business หลัก เช่น Uber ที่เริ่มหันมาให้สินเชื่อรถยนต์และประกันภัยรถยนต์แก่คนขับรถของตนกับ Uber เป็นต้น

GMBiZ No.85 ประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2560

 

 

 

 

เรื่องอื่นๆในหมวดนี้






b11e2f9390f1cc619597fccfe938f52d