กนก ลีฬหเกรียงไกร

 Bowling Green... อีกก้าวของความใส่ใจสิ่งแวดล้อม

บริษัท โกลเด้นโบล์ จำกัด เจ้าของแบรนด์เสื้อผ้าโบว์ลิ่ง (Bowling) ใส่ใจเรื่องสิ่งแวดล้อมและมีโครงการรณรงค์การอนุรักษ์สัตว์และธรรมชาติมาตลอด ผ่านโครงการ Bowling Not-too-late Project ยังไม่สายเกินไปที่จะช่วยกันอนุรักษ์ธรรมชาติ ชวนพนักงานในบริษัทไปปลูกป่า เพื่อให้เห็นถึงความสำคัญของต้นไม้แต่ละต้น รวมถึงการร่วมมือกับองค์การกองทุนสัตว์ป่าโลก (WWF) ออกคอลเลกชันเสื้อผ้า Not-too-late เปิดโอกาสสำหรับคนที่ต้องการร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการรักษ์โลกได้จับจองเป็นเจ้าของ

แต่ในปีนี้แบรนด์โบว์ลิ่งกำลังก้าวไปอีกขั้น หันมาใส่ใจเรื่อง Carbon Footprint หรือปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาจากผลิตภัณฑ์แต่ละหน่วย โดยเริ่มจากสินค้ากลุ่ม Bowling Green

ก่อนหน้านี้แบรนด์โบว์ลิ่งแบ่งสินค้าออกเป็น 3 เซกชัน คือSmart Fit เสื้อผ้าสำหรับวัยทำงานที่มีรูปร่างดี, Comfort Life ชุดทำงานที่ใส่สบาย และ Bowling Gold เสื้อผ้าสำหรับผู้บริโภครุ่นแรกที่ยังติดตามแบรนด์

กนก ลีฬหเกรียงไกร กรรมการผู้จัดการ บริษัท โกลเด้นโบล์ จำกัด เล่าถึงสินค้าเซกชันใหม่ที่ชื่อว่า Bowling Green “จากกลุ่มสินค้าที่เรามีอยู่ทั้ง 3 กลุ่ม เรามองเห็นว่ามีช่องทางการตลาดที่เราสนใจอยู่ คือเสื้อผ้าที่ใส่กับกางเกงยีนส์ ซึ่งสินค้ากลุ่มนี้จะนำไปสู่ลูกค้ากลุ่มใหม่ที่สวมใส่เสื้อผ้าที่ไม่เป็นทางการ (Casual) มากขึ้น เราจึงศึกษาตลาดว่าตอนนี้ตลาดยีนส์ในเมืองไทยกำลังเป็นที่นิยมมาก บริษัทตัดสินใจว่าเราก้าวไปทางนี้ดีกว่า

การก้าวไปตรงนี้ เราต้องหาจุดเด่นของผลิตภัณฑ์ที่สอดคล้องกับแบรนด์ของเราด้วย จึงเป็นที่มาของคอนเซ็ปต์ Green ขึ้นมา ผมดึงเรื่องราว Carbon Footprint เข้ามา เราศึกษาแล้วว่าเสื้อตัวหนึ่งปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ไปถึง 19.8 ตันต่อตัวต่อปี นี่คือค่าเฉลี่ยของโลก เราก็กำลังศึกษาต่อว่าเสื้อของเราสร้างคาร์บอนไดออกไซด์เท่าไรกันแน่”

อุตสาหกรรมเสื้อผ้าและสิ่งทอเป็นอุตสาหกรรมที่ผลิตคาร์บอนไดออกไซด์มากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ดังนั้น เมื่อโบว์ลิ่งหันมาใส่ใจเรื่องนี้ ก็ต้องทำให้ถึงที่สุดตั้งแต่ต้นทางการผลิตไปจนถึงการทำการตลาด

“จะมีการเปลี่ยนแปลงเรื่องของแพตเทิร์นเพราะสไตล์ของ Bowling Green จะเป็นกึ่งๆ Comfort Life กับ Smart Fit จะไม่เนี้ยบไม่เข้ารูปจนอึดอัดเกินไป และก็อาจจะไม่หลวมมาก ตอนนี้ก็เป็นเรื่องของทรง เราคำนึงเรื่องของวัสดุเหลือใช้ด้วย ถ้ายิ่งแพตเทิร์นที่ทำให้ไม่เหลือผ้าได้ยิ่งดีเลย ความสูญเสียก็จะน้อย”

 แต่กระบวนการสำคัญคือต้นทางการผลิต นั่นก็คือโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าที่ต้องเสาะหาว่าโรงงานใดที่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ และพร้อมที่จะผลิตตามความต้องการของโบว์ลิ่ง

“ตอนนี้โรงงานรับรู้แล้วว่าผู้บริหารสนใจเรื่องนี้ และเราพยายามบอกลูกค้าด้วยว่าเรากำลังสนใจ ต้นทางต้องสนใจกับเราด้วย จากที่เคยตั้งหน้าตั้งตาผลิตอย่างเดียว ก็ต้องรู้ว่าตอนนี้เราเอาจริงแล้ว ผู้ซื้อของเขารายหนึ่งคิดเรื่องนี้แล้ว แต่ว่าบางโรงงานก็ง่าย เพราะเขามีระบบที่เป็นสากลอยู่แล้ว”

นี่คือช่วงเริ่มต้น แต่ต่อไปคงต้องลงลึกไปถึงเรื่องเนื้อผ้า เส้นด้ายว่าเป็นอย่างไร คอลเลกชันต่อๆ ไปคงใช้เส้นด้ายที่ไม่ผ่านกระบวนการ เป็น Organic Cotton ซึ่งขณะนี้อยู่ในช่วงศึกษาว่าจะหาวัตถุดิบจากที่ไหนดีจึงจะดีที่สุด เนื่องจากต้องคิดเรื่องระยะทางการส่งด้วย หากสั่งจากต่างประเทศก็จะมีการขนส่ง ค่าการคำนวณ Carbon Footprint ก็จะสูง ถ้าสั่งจากเมืองไทยก็จะน้อยกว่า

“ตอนนี้ผมคุยกับห้างใหญ่ๆ แล้วว่าเราอาจจะทำเป็นเคาน์เตอร์แนะนำตัวว่า Carbon Footprint คืออะไร เป้าหมายของเราคืออะไร บอกเล่าให้เขารู้เป็นภาษาง่ายๆ ให้เขาตระหนักและบอกว่านี่คือสิ่งที่เราสนใจอยู่ ผสมกับการทำสินค้าให้ดีๆ เพราะคนที่เข้ามา เขามาซื้อสินค้าของเรา เขาดูเสื้อสวย ใส่แล้วรู้สึกดี เราก็ไม่หยุดแค่นั้น เราพยายามสร้างจิตสำนึกบางอย่าง เมื่อเขาซื้อไปเขาก็จะรู้สึกว่าเราแคร์สังคม แคร์โลกของเราด้วย ไม่ใช่แค่ผลิตสินค้าเพียงอย่างเดียว

เราต้องลองดูสักตั้ง เพื่อแนะนำให้กับคนไทยรู้จักเรื่องนี้ว่าอะไรคือ Carbon Footprint อะไรคือร่องรอยของคาร์บอนไดออกไซด์ ในหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่ผลิตขึ้นมา และส่งผลเสียอย่างไรต่อโลกบ้าง

ผมก็ใช้พลังกับตรงนี้เยอะเหมือนกัน เพื่อทำให้เกิดสิ่งที่เป็นของจริง ไม่ใช่แค่ราคาคุย”  

เรื่องอื่นๆในหมวดนี้






b11e2f9390f1cc619597fccfe938f52d